บทแปล FF VII - OWS ตอนที่ 1-1

posted on 30 Sep 2005 23:34 by ratatosk

Final Fantasy VII - On the Way to a Smile เป็นนิยายภาษาญี่ปุ่นที่แปะอยู่บน Official Site ของ FF7 Advent Children เป็นเรื่องราวที่เกิดขึ้นระหว่างภาคธรรมดากับภาค AC ซึ่งมีช่วงเวลาห่างกันสองปี หลังจากที่ได้อ่านเวอร์ชั่นโอริโอ้ของ BON แล้วทำให้ผมอยากแปลขึ้นมา (เพิ่มงานตัวเองซะงั้น)

ดังนั้น นี่ไม่ใช่แฟนฟิคนะครับ ที่แปะอยู่นี้ผมแปลมาจากภาษาอังกฤษที่มีคนแปลไว้ใน http://www.adventchildren.net/ อีกที


Final Fantasy VII - On the Way to a Smile

แปลจากฉบับแปลภาษาอังกฤษ
โดย: vilaeth
เรียบเรียง: Cockatiel & vilaeth
ที่มา:
http://www.adventchildren.net/
และจากฉบับแปลภาษาอังกฤษ
โดย: Xcomp
ที่: http://xthost.info/ffwebnovel/

จากต้นฉบับจริง (ภาษาญี่ปุ่น)
โดย: Kazushige Nojima
ที่มา:
http://www.square-enix.co.jp/dvd/ff7ac/ff7ac_novelmain.html

เป็นภาษาไทย โดย Ratatosk (ra_ta_tosk@hotmail.com)

*กรุณาขออนุญาตและให้เครดิตทุกครั้งก่อนนำไปเผยแพร่*


บนเส้นทางสู่รอยยิ้ม

ตอนที่ 1: เรื่องของเด็นเซล (1)

SOURCE:
http://www.adventchildren.net/ff7ac/extra/prologue/1-1.php
http://xthost.info/ffwebnovel/ch11.htm


ในอดีต สังคมของเมืองมิดกัลด์ถูกแบ่งเป็นสองกลุ่ม คือเมืองเบื้องบน ซึ่งก่อสร้างอยู่บนแผ่นเหล็กที่เรียกกันว่า เพลท ซึ่งยึดอยู่บนเสาค้ำที่รองรับ เหนือขึ้นจากพื้นดิน และบนผืนแผ่นดินที่อยู่เบื้องล่าง ที่ซึ่งแสงของดวงอาทิตย์ไม่อาจส่องไปถึงได้ ก็คือ สลัม ที่สับสนวุ่นวาย ทว่ามีชีวิตชีวา
ด้วยแผนการปกครองของบริษัทที่มีชื่อว่าชินระ จึงทำให้ดูเหมือนว่าภาพของแสงสว่างแห่งความรุ่งเรืองของเบื้องบน และความมืดมิดของเงาแห่งความขัดสนของเบื้องล่าง จะคงอยู่เช่นนี้ตลอดไป

สี่ปีก่อน เมื่อไลฟ์สตีม [ธารชีวิต] ไหลท่วมท้นออกมาจากส่วนลึกของดวงดาว คนส่วนใหญ่เชื่อว่านั่นคืดจุดจบของมิดกัลด์แล้ว พวกเขาต่างหยิบฉวยทุกสิ่งเท่าที่จะทำได้ ผู้คนอพยพไปจากเมือง แต่พวกเขาก็ไม่สามารถทิ้งเมืองแห่งโลหะไว้เบื้องหลังได้ บางที พวกเขาอาจจะคิดว่า หากอยู่ใกล้สิ่งนั้น - สัญลักษณ์แห่งความรุ่งเรืองนั้นแล้วล่ะก็ พวกเขาอาจจะได้ครอบครองมันอีกครั้ง ไม่นานหลังจากนั้น เมืองเอดจ์ ก็ถูกสร้างขึ้นติดกับเมืองมิดกัลด์


เรื่องราวเริ่มขึ้นที่จุดเชื่อมต่อระหว่างเขต 3 และเขต 4 ถนนเส้นหลักของเมืองเอดจ์มุ่งหน้าไปสู่ทิศตะวันออก เมืองที่ถูกสร้างไว้เลียบถนนหลักและขยายตัวออกไปทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือ มันเป็นภาพที่น่าประทับใจเมื่อมองจากที่ไกล ๆ ...ทว่า ตึกส่วนใหญ่ก็ถูกสร้างขึ้น จากเศษซากที่ขุดออกมาจากเมืองมิดกัลด์ที่ย่อยยับแล้วนั่นเอง ทั่วทั้งเมืองจึงเต็มไปด้วยกลิ่นสนิมเหล็ก

จอห์นนี่เปิดร้านอาหารเล็ก ๆ บนถนนหลักเส้นนั้นเอง เป็นร้านที่ก่อสร้างอย่างเรียบง่าย โต๊ะสองตัว กับเก้าอี้ และเคาน์เตอร์เล็ก ๆ สำหรับทำชุดอาหารง่าย ๆ ชื่อของร้านนี้คือ จอห์นนี่เฮเว่น [สวรรค์ของจอห์นนี่] ซึ่งใกล้เคียงกับ "เซเว่นเฮเว่น" [สวรรค์ชั้นที่ 7] ชื่อของร้านอาหารริมทางที่เคยตั้งอยู่ในเขต 7 ของเมืองมิดกัลด์ ด้วยหวังว่าธุรกิจของเขาจะประสบความสำเร็จได้โดยง่าย จอห์นนี่เคยหลงรักทีฟา ผู้เป็นเจ้าของ (และเป็นสิ่งที่ดึงดูดใจที่สุด) ของร้านเซเว่นเฮเว่น

ไม่กี่เดือนหลังจากที่ร้านต้นแบบถูกทำลายด้วยเพลทของเขต 7 ที่ตกลงมา ทีฟาก็เปิดเซเว่นเฮเว่นร้านใหม่ในเอดจ์ ในช่วงนั้น จอห์นนี่กำลังสับสน ท่ามกลางฝูงคนที่ไม่อาจตัดสินใจได้ว่าควรจะเลือกทางใดให้กับชีวิต แต่เขาก็เปลี่ยนไปเมื่อมองเห็นหนทางแห่งจิตวิญญาณของชีวิตที่ทีฟามี ซึ่งเคยเป็นเป้าหมายของการเสแสร้งที่ไม่จำเป็น ไม่นานทีฟาก็กลายเป็นแบบอย่าง เป็นใครสักคนที่ทำให้เขาได้มองดูและเรียนรู้

'ฉันจะใช้ชีวิตเหมือนอย่างทีฟา ถ้าอย่างนั้น ฉันจะทำยังไงดีล่ะ? นั่นล่ะ! ฉันจะทำงาน มอบความหวังให้กับคนที่สูญเสียหนทางของตัวเอง' นั่นคือเป้าหมายในตอนแรกของโครงการของเขา จอห์นนี่เฮเว่น บรรดาลูกค้ามักจะได้ยินเรื่องราวของ "จอห์นนี่รีเบิร์ธ" [การเกิดใหม่ของจอห์นนี่] บ่อย ๆ เมื่อมาซื้อเครื่องดื่ม และสนใจเรื่องของเขา หลังจากนั้นลูกค้าของเหล่านั้นก็ไปที่ร้านเซเว่นเฮเว่นแห่งใหม่นั้นด้วยหวังว่าจะได้แอบมองทีฟาที่ถูกกล่าวขวัญถึง แล้วไม่นานนักก็กลายเป็นลูกค้าประจำที่ร้านนั้นไป และเขาเองก็ไม่เคยรู้เรื่องนี้ จอห์นนี่ยังคงเปิดร้านสัปดาห์ละหกวันและรอคอยให้ใครสักคนปรากฏกายขึ้นเพื่อฟังเรื่องราวแห่งความฝันและความหวังของเขา

'ลูกค้ามาแล้วหนึ่งคน เป็นเด็กนี่นา ไม่บ่อยนักที่จะมีเด็กอยู่ในสถานที่แบบนี้เพียงลำพัง อ้อ นั่นเด็นเซลนี่นา' เด็นเซลเป็นคนพิเศษของจอห์นนี่ เด็กคนนั้นเป็นคนในครอบครัวของนางในดวงใจเขา ทีฟา เขามักจะได้รับบริการที่ดีที่สุด จอห์นนี่จะบรรณาการทุกอย่าง ทุกครั้งที่เด็กคนนั้นมาที่ร้าน

"หวัดดี เด็นเซล" จอห์นนี่โค้งให้สุดชีวิต แต่เด็นเซลมองเขาด้วยหางตาเพียงครู่เดียว ก่อนจะเดินไปยังโต๊ะที่ห่างที่สุดจากเคาน์เตอร์ของจอห์นนี่ "โธ่ มานั่งโต๊ะทางนี้เถอะน่า"

"ไม่ ฉันมาพบคนที่นัดไว้"

'นัดพบคนไว้หรือ? เจ้าเด็กน้อยคนนี้มีเดทหรือไง? เอาเถอะ อย่าไปสนใจเลย' เขามองที่เด็กคนนั้น 'จอห์นนี่จะจับตาดูนายไว้ บริการให้หมดจดทุกขั้นตอนสำหรับลูกค้า VIP'

"เดทเหรอ? พยายามเข้าล่ะ"

"กาแฟ" เด็นเซลสั่งเสียงห้วน

'ไม่สนใจชั้นเรอะ? อ้อ เข้าใจล่ะ คงจะเขินสิท่า' "ถ้าเธอไม่รู้ว่าจะพูดอะไรล่ะก็ บอกมาเถอะ ฉันรู้อะไรดี ๆ หลาย ๆ อย่างที่คุยกับเธอได้ รู้ไหมว่า..."

จู่ ๆ เด็นเซลก็ลุกขึ้นจากเก้าอี้ 'ฉันทำให้เขาเสียอารมณ์เหรอ?' จอห์นนี่มองเขาอีกครั้ง สายตาของเด็กคนนั้นกำลังจับอยู่ที่ทางเข้าร้าน

ชายคนหนึ่งในชุดสูทเรียบ ๆ ยืนอยู่ที่นั่น

"เชิญครับ" จอห์นนี่ว่า พลางหันไปอีกทาง 'คนนั้นคือรีฟ' เขาคิด 'หนึ่งในอดีตคณะผู้บริหารของชินระคอมปานี แต่ตอนนี้เป็นหัวหน้าของ W.R.O. [World Restoration Organization: องค์กรฟื้นฟูโลก] นี่เป็นครั้งแรกที่ฉันได้เห็นเขาในเขตนี้ คนทั่วไปว่าเขาว่าอะไรนะ? "ไม่ว่าเขาจะอยู่ที่ไหน ก็ไม่ไกลไปจากกลิ่นคาวแห่งความตาย" คนแบบหมอนี่มาทำอะไรที่ร้านฉัน?'

เมื่อเขาเดินเข้ามา รีฟมองไปรอบ ๆ อย่างระมัดระวัง แต่เขาก็ดูคุ้นเคยกับมันดี เหมือนกับทำไปด้วยความเคยชิน เขาเดินไปถึงโต๊ะของเด็นเซลและนั่งลง ในตอนนั้นเองจอห์นนี่จึงสังเกตเห็นว่า 'นี่เป็นการสอดแนมของ W.R.O. รีฟกำลังจะล่อลวงเด็นเซลผู้น่าสงสารให้เข้ากองทัพ จะต้องหยุดให้ได้ ถ้าฉันปล่อยให้เกิดเรื่องแบบนี้ขึ้นในร้านล่ะก็ ฉันคงไม่มีหน้าไปมองทีฟาได้อีกแล้ว'

เขาจ้องเขม็งไปที่รีฟ แล้วก็เปลี่ยนสีหน้าให้กลับสงบนิ่งดังเดิม

"ขอกาแฟได้ไหม?" รีฟเอ่ยถามด้วยท่าทีอันทรงภูมิ

"ครับท่าน จะทำให้เดี๋ยวนี้" จอห์นนี่ลุกขึ้นยืนอย่างตั้งอกตั้งใจ แล้ววิ่งเหยาะ ๆ เข้าไปในเคาน์เตอร์ 'หมอนี่เป็นศัตรูที่รับมือยากทีเดียว'


เด็นเซลยืนอยู่ที่นั่น โดยไม่อาจทำอะไรได้แม้แต่จะทักทายคนที่มาเพื่อพบเขา เขาประหลาดใจที่ รีฟ คนที่อยู่ในตำแหน่งสูงสุดของ W.R.O. จะมาสัมภาษณ์เขาด้วยตัวเอง

"เธอจะนั่งลงก็ได้นะ"

เสียงนั้นเรียกเด็นเซลให้กลับมาสู่สถานการณ์ปัจจุบัน แล้วเขาก็นั่งลง

"งั้นเอาล่ะ เด็นเซล ฉันไม่มีเวลามากนัก ดังนั้นเรามาเข้าเรื่องกันเลยดีกว่า" เขาพูดด้วยน้ำเสียงที่อ่อนโยน "ฉันควรจะเตือนเธอไว้ เราไม่เหมือนเดิมแล้ว เราไม่ได้เปิดรับใครก็ได้เข้าเป็นสมาชิกใหม่เหมือนที่เคย ถ้าเธอสมัครใจที่จะช่วยด้านการบูรณะ เธอก็ต้องไปติดต่อผู้นำเขต ตอนนี้ W.R.O. เป็นกองทัพแล้ว"

"ผมทราบครับ ผมพร้อมที่จะเจอกับอันตรายดี"

"งั้นเหรอ...? เอาล่ะ งั้นมาเริ่มกันเลย ก่อนอื่น เล่าประวัติของเธอมาซิ"

"ประวัติของผมเหรอ? แต่ผมเพิ่งจะสิบขวบ"

"ฉันรู้ แต่อย่างน้อยเธอก็มีประวัติในช่วงสิบขวบปีนั่นใช่ไหมล่ะ?"


เด็นเซลเป็นลูกคนเดียวของอาเบล พนักงานของชินระคอมปานีในฝ่ายธุรกิจชั้นสาม กับโครเอะ สาวสังคมผู้จัดการกับงานบ้านได้ดี พวกเขาทั้งสามอาศัยอยู่ในเขตที่พักอาศัยสำหรับลูกจ้างของชินระคอมปานี บนเพลทในเขต 7 อาเบลเกิดและโตในหมู่บ้านพื้นเมืองที่ยากจน ดังนั้นเขาจึงพอใจที่จะให้ครอบครัวได้อยู่ในเมืองบนเพลทของมิดกัลด์ แต่อาเบลก็เชื่อว่าคนเราจะต้องมีเป้าหมายในชีวิตเสมอ ดังนั้นเป้าหมายใหม่ของอาเบลคือการได้เข้าไปอยู่อาศัยในเขต 5 ซึ่งมีไว้สำหรับระดับผู้จัดการและผู้บริหาร ไม่นานก่อนวันครบรอบวันคล้ายวันเกิดในปีที่ 7 ของเด็นเซล อาเบลได้รับเลื่อนตำแหน่งเป็นหัวหน้าแผนก สิ่งนี้ทำให้เขาและครอบครัวมีสิทธิเข้าไปอยู่ในที่พักของบริษัทในเขต 5 เมื่อทราบข่าว โครเอะกับเด็นเซลก็เริ่มเตรียมงานเลี้ยงฉลอง เจ้าของบ้านได้รับการต้อนรับกลับบ้านด้วยงานเลี้ยงที่มีอาหารอันหรูหรา และการตกแต่งด้วยฝีมือแบบเด็ก ๆ เด็นเซลได้ฟังพ่อของเขาพูดถึงชีวิตของตัวเองและเรื่องตลกแผลง ๆ ที่เคยได้ยินเป็นประจำ

"ลูกควรจะดีใจที่ได้เป็นลูกของพ่อ และได้เกิดที่นี่ เด็นเซล ถ้าลูกเกิดในสลัมลูกอาจจะต้องกินหนูแทนเนื้อไก่"

"ที่นั่นไม่มีไก่เหรอครับ?"

"มีสิ แต่ทุกคนต่างก็ยากจน ไม่มีเงินพอที่จะซื้ออะไรได้ทุกอย่าง แต่นั่นล่ะชีวิต แล้วถ้าอย่างนั้นลูกจะทำยังไงล่ะ? ถือหอกไปล่าหนูเป็นอาหารเย็นไง หนูสีเทาสกปรกนั่นแหละ"

"อี๋ แย่สุด ๆ ..."

"เอาล่ะ... รสชาติมันเป็นยังไงล่ะ?" อาเบลว่า พลางขยิบตาให้โครเอะ

"ว่ายังไงล่ะจ๊ะ เด็นเซล" โครเอะถาม พลางชี้ไปที่จานของเขา เด็นเซลเริ่มประหม่า เขามองเลิ่กลั่กระหว่างจานของตัวเองกับใบหน้าของพ่อกับแม่ พ่อของเขาก้มหน้าลง พยายามที่จะไม่ยิ้มออกมา นั่นทำให้เด็นเซลนึกออกถึงสิ่งที่แม่เคยพูดอยู่เสมอ "ชีวิตไม่มีความหมายอะไรถ้าลูกไม่มีรอยยิ้ม" เด็นเซลคิดว่าพ่อกับแม่พยายามจะแกล้งเขาอีกแล้ว

"นั่นไง!" เขาว่า "เพราะยังงี้แหละผมถึงไม่เคยเชื่อพ่อกับแม่!"

***

"ใจร้ายไปหน่อยนะนั่นน่ะ"

"พวกเขาแค่ชอบเล่นตลกเท่านั้น แต่ผมไม่ว่าอะไรหรอกที่พวกเขาล้อผมเล่น"

"ฉันจะบอกเธอเท่าที่ฉันรู้ก็แล้วกันนะ พวกคนในสลัมไม่ได้กินหนูกันจริง ๆ หรอก หนูในสลัมเมื่อก่อนนั้น..."

"ผมทราบครับ ผมรู้ดี"

"เข้าใจล่ะ แล้วจากนั้นมันมีอะไรเกิดขึ้นบ้างล่ะ?"

"...เรื่องมันยาวครับ"

***

เด็นเซลกำลังเฝ้าบ้านตอนที่โทรศัพท์ดังขึ้น อาเบลนั่นเอง "แม่ของลูกอยู่หรือเปล่า?" เขาถาม

"แม่ออกไปซื้อของครับ"

"บอกให้แม่โทรมาหาพ่อทันทีที่กลับมาถึงเลยนะ อ้อ อย่าดีกว่า พ่อจะจัดการเองเลยแล้วกัน" แล้วพ่อก็วางสายไป ให้ตายเถอะ น้ำเสียงนั้นทำให้เขารู้สึกเป็นกังวล แต่เขาก็ไม่อาจทำอะไรกับมันได้ ดังนั้นเขาจึงนั่งดูโทรทัศน์ และรอให้แม่กลับมา ภาพที่ออกอากาศอยู่คือเตามาโคหมายเลข 1 ที่ถูกวางระบิดด้วยฝีมือของกลุ่มผู้ก่อการร้ายที่ชื่อว่า อวาแลนซ์ นั่นคือสาเหตุที่ทำให้พ่อของเขามีงานยุ่งในช่วงนี้ เด็นเซลคิด เพราะอย่างนั้นพ่อจึงหงุดหงิด มันไม่ใช่ความผิดของเขาหรือของแม่เลย

ราวหนึ่งชั่วโมงต่อมา มีใครบางคนกลับมาที่บ้าน ไม่ใช่โครเอะ แต่เป็นอาเบล "แม่ของลูกอยู่ไหน?" เขาถาม

"แม่ยังไม่กลับมาเลยครับ"

"บ้าจริง! พ่อจะไปตามหาเอง" อาเบลยังพูดไม่จบด้วยซ้ำก่อนร่างจะหายลับผ่านประตูไป เด็นเซลไล่ตามไปอย่างรวดเร็ว พวกเขามุ่งหน้าไปยังย่านการค้า และไม่นานก็พบโครเอะกำลังพูดคุยอยู่กับคนขายเนื้อ รอยยิ้มบนใบหน้าของเธอทำให้เด็นเซลต้องหยุดยืนนิ่ง อาเบลรีบตรงเข้าไปยังร้านขายเนื้อโดยไม่เรียกเธอก่อน เขาคว้าข้อมือภรรยาและลากเธอไปยังจุดที่เด็นเซลยืนรออยู่

เด็นเซลรู้สึกว่าหัวใจของเขาถูกทุบเมื่อได้ยินเสียงร้องโวยวายของแม่ "ปล่อยฉันนะ! ปล่อย! จะทำอะไรของคุณน่ะอาเบล?"

อาเบลเหลียวมองไปรอบ ๆ อย่างระมัดระวัง และลดเสียงลง "เขต 7 กำลังจะถูกทำลาย เราต้องรีบอพยพไปเขต 5 มีบ้านพักพนักงานเตรียมพร้อมไว้สำหรับเราแล้ว"

"ถูกทำลายเหรอ?"

"พวกที่วางระเบิดเตามาโคหมายเลข 1 พวกนั้นจะลงมือกับเขต 7 เป็นเป้าหมายต่อไป"

เด็นเซลไม่เห็นสิ่งดี ๆ บนใบหน้าของพ่อแม่อีกต่อไป ตอนนี้พวกเขาไม่ได้แม่แต่จะพยายามยิ้มออกมาเลย "พูดจริงเหรอครับ?" เด็นเซลอ้าปากค้าง เขาจับมือของพ่อแม่ไว้แน่น "งั้น ไปกันเถอะ!"

แต่พวกเขาก็ยังคงยืนอยู่ที่เดิม "พวกเราจะหนีไปตามลำพังไม่ได้" โครเอะเริ่มร่าย "เราต้องบอกพวกเพื่อนบ้าน เพื่อน ๆ ของเรา --"

"ไม่มีเวลาแล้ว โครเอะ แล้วข่าวนี้ก็เป็นความลับของบริษัท การที่ฉันบอกเธอก็เป็นการฝ่าฝืนกฎแล้ว แล้วหลังจากได้เลื่อนตำแหน่งมาเป็นหัวหน้าแผนก--"

แม่สะบัดแขนและหันไปทางเด็นเซล

"ไปกับพ่อนะ แล้วแม่จะตามไป ไม่ต้องห่วง" เธอกุมมือเด็นเซลไว้แน่นก่อนจะวิ่งออกไป

"โครเอะ!" อาเบลวิ่งตามภรรยาของเขาไปเพียงไม่กี่ก้าว แล้วก็เกิดลังเลขึ้นมา เด็นเซลหวาดกลัวขึ้นมาจับใจเมือเห็นความเจ็บปวดของพ่อ พ่อต้องการจะวิ่งตามแม่ไป และเขาจะกลายเป็นตัวถ่วงเท่านั้น

"เด็นเซล ไปที่เขต 5 กันนะ"

"ไม่! เราต้องตามแม่ไปนะครับ!"

"แม่จะไม่เป็นไร ถึงยังไงเค้าก็เป็นแก้วตาดวงใจของบ้านเรา" ขณะนั้นเองพ่อก็มองผ่านเด็นเซลไปยังรอยต่อระหว่างเขต 6 กับเขต 7 มีชายร่างสูงคนหนึ่ง กำลังเดินลากกระเป๋าท่าทางหนักไว้ข้างหลังอยู่ที่จุดนั้น อาเบลร้องเรียกเขา ชายคนนั้นวิ่งเข้ามาหาทันที

"ท่านยังอยู่ที่นี่อีกเหรอครับ?" ชายคนนั้นว่า "เทิร์คกำลังเริ่มงาน พวกเขาติดตั้งระเบิดใกล้จะเสร็จแล้ว ดูเหมือนเพื่อนร่วมงานของผมจะอพยพกันไปหมดแล้ว"

เมื่อได้ยินสิ่งที่พ่อพูด แม้จะยังเด็ก แต่เด็นเซลก็รู้ถึงโครงสร้างองค์กรของชินระคอมปานีอยู่บ้าง งานสกปรกทุกชิ้นจะถูกจัดการโดยกลุ่มเทิร์ค เขาหมายความว่าอย่างไร พวกเขาติดตั้งระบิดใกล้เสร็จแล้วหรือ? แล้วไหนล่ะอวาแลนซ์? เขาจ้องมองพื้นดินและพยายามจะตีความหมายนั้น เด็นเซลรู้สึกว่าพ่อกำลังมองเขาอยู่ เขาจึงเงยหน้าขึ้น

"นายพาลูกชายฉันไปเขต 5 ได้ไหม?" อาเบลว่า "ฉันจะฝากให้นายจัดการ" สายตาของเขายังจับอยู่ที่ลูกชายของตัว

"ไม่เอา!" เด็นเซลตะโกน

"พ่อจะไปพาแม่กลับมา ลูกไปกับอาร์คัมซะ"

"มาเถอะ ฉันจะไปกับเธอ" ชายคนนั้นว่า

"นายมั่นใจว่ามันจะเรียบร้อยไหม อาร์คัม?"

"แน่นอนครับท่าน"

"บ้านหมายเลขสามสิบแปด ในเขตห้า ย่านที่พักอาศัย นี่กุญแจ ฉันจะให้ลูกไว้" เขาหยิบกุญแจออกมาจากกระเป๋าเสื้อสูท และยัดมันใส่มือของเด็นเซล

"พ่อ..."

"พ่อซื้อโทรทัศน์รุ่นใหม่ล่าสุดไว้ที่บ้านใหม่ของเราแล้ว เครื่องจอใหญ่ ดูระหว่างที่รอเรานะ พ่อกับแม่จะไม่เป็นไร"

อาเบลขยี้ผมลูกชายและผลักเขาไปทางอาร์คัมอย่างอ่อนโยน และวิ่งไปทางเขต 7 เด็นเซลสูญเสียการทรงตัว แต่อาร์คัมก็พยุงเขาไว้ "เอาล่ะ ไปกันเถอะ ฉันชื่ออาร์คัม ฉันทำงานให้พ่อของเธอ ยินดีที่ได้รู้จักนะ เด็นเซล"

เด็นเซลหันไปและพยายามจะออกวิ่ง แต่อาร์คัมก็หยุดเขาไว้

"ฉันเข้าใจความรู้สึกของเธอ แต่พ่อของเธอสั่งเอาไว้ ฉันต้องทำตามนั้น ไปที่เขตห้ากันเถอะ หลังจากนั้นจะทำอะไรก็ตามใจเธอ โอเคนะ?"

ย่านที่พักอาศัยเต็มไปด้วยบ้านหน้าตาเหมือน ๆ กันเรียงรายอยู่เป็นแถว ในบ้านหลังใหม่นั้นมีเพียงความว่างเปล่า เว้นเพียงแต่กล่องโทรทัศน์ อาร์คัมยกมันออกมาจากกล่อง ต่อสายจนเรียบร้อย และเปิดเครื่อง ทั้งสองคนนั่งดูข่าว ภาพการระเบิดเตายังออกอากาศอยู่ เด็นเซลคิดว่าอีกไม่นานอาร์คัมอาจจะกลับไป ท้องของเขาร้องเสียแล้ว

"ผมหิว"

"นั่นสิ ฉันจะออกไปซื้ออะไรมาให้เธอกินละกัน"

ตอนนั้นเอง ทั้งบ้านก็สั่นไหว เสียงแตกร้าวดังมาจากทุกทิศทางโดยไม่รู้ที่มา เสียงของดินทุกส่วนกำลังแยกออก อาร์คัมเปิดประตู แล้วเสียงครูดของโลหะที่กำลังบดขยี้เข้าหากันก็ดังกึกก้องไปทั่วบ้าน แผ่นเหล็กหนาหนักถูกฉีกทึ้งราวแผ่นกระดาษขณะที่เขากรีดร้อง สรรพเสียงประดังราวความโกรธขึ้งของเทพเจ้า--

เด็นเซลตะโกน แต่ก็ไม่ดังเท่าเสียงเหล่านั้น แผ่นดินสั่นสะเทือนอีกครั้ง แล้วก็หยุดลง

"รออยู่ที่นี่นะ" อาร์คัมว่า แล้วก็เดินออกไปจากบ้าน เด็นเซลเกือบจะตามเขาไป หากไม่ได้ยินเสียงจากโทรทัศน์เสียก่อน

"มีข่าวด่วนเข้ามาครับ" ภาพเมืองที่กำลังร่วงหล่นฉายอยู่บนหน้าจอ เขาใช้เวลาเพียงชั่วครู่และรู้ว่ามันคือเขต 7 ที่พวกเขายืนอยู่เมื่อไม่กี่ชั่วโมงก่อน "นี่คือสภาพของเขตเจ็ดในเวลานี้ครับ" ผู้ประกาศข่าวพูด แล้วภาพก็เปลี่ยนไป ...ไม่เหลืออะไรเลย เขต 7 หายไปแล้ว

เด็นเซลรีบรุดออกจากบ้าน ทั่วทั้งเมืองเต็มไปด้วยความโกลาหล เด็นเซลวิ่งผ่านผู้คนที่พยายามจะหนีออกไป ผสมกับเสียงกรีดร้องด้วยความหวาดกลัวว่าเขต 5 อาจจะเป็นรายต่อไป จะวิ่งไปไกลแค่ไหนหรือ? เขาหอบ แล้วก็มาถึงจุดสิ้นสุดของเขต 6 มีทหารจำนวนหนึ่งมีอุปกรณ์ป้องกันสวมอยู่ เขาเข้าไปใกล้รั้วที่สร้างไว้ชั่วคราวให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้เพื่อที่จะได้มองดูเขต 7 ทว่าไม่มีอะไรอยู่ที่นั่น ราวกับว่ามันเป็นเช่นนี้มาแต่แรกแล้ว คือหลุมกว้างอันว่างเปล่า แทนที่จะเป็นผืนดิน บ้านเรือน และผู้คน เขาเพ่งสายตาและมองเห็นเขต 8 ที่อยู่ไกลออกไป เพลทเขต 7 ที่เชื่อมต่อนั้นถูกกลืนหายไปในซากปรัก

"เฮ้ เธอตรงนั้นน่ะ!" ทหารนายหนึ่งร้องเรียกเขา "บ้านเธออยู่ที่ไหน?"

เด็นเซลชี้ไปยังบริเวณที่ว่างเปล่าตรงหน้า

"อ้อ... เสียใจด้วยนะเจ้าหนู" ทหารนายนั้นพูดเบา ๆ "พ่อแม่เธอล่ะ?"

เด็นเซลชี้ไปยังพื้นที่ที่เคยเป็นเขต 7 อีกครั้ง ทหารนายนั้นเบือนหน้าหนีไปอีกทางและถอนใจหนักหน่วง

"ทั้งหมดนี้เป็นฝีมือของอวาแลนซ์ อย่าลืมนะเจ้าหนู แล้วพอเธอโตขึ้น เธอก็จะมีโอกาสล้างแค้น" เขาว่า พยายามพูดให้กำลังใจเขา "เข้มแข็งไว้นะเจ้าหนู" ทหารนายนั้นดึงเด็นเซลเข้ามาและผลักเขาให้กลับไปทางเขต 6

เด็นเซลเดินอย่างไร้จุดหมายผ่านความวุ่นวายของฝูงชน หัวใจของเขาปราศจากสิ่งยึดเหนี่ยว รู้สึกด้านชาไปทั้งร่าง เขาไม่มีปฏิกิริยาอะไรกับเสียงตะโกนของผู้ดูแลเหตุการณ์และคนที่กำลังหาที่หลบภัย เขาทำไม่ได้ 'ฉันจะไปที่ไหนอีก?' เขาคิด 'พ่อ! จะปลอดภัยเหรอ? แม่! พวกเลว อวาแลนซ์ ฉันจะไม่ยกโทษให้! ชินระทำอะไรอยู่? พ่อ! แม่ อยู่ที่ไหนกัน?'

ขณะเดียวกับที่เขากำลังเดินออกห่างจากผู้คนและเสียงอันสับสนเหล่านั้นไป เสียงร้องของเด็กคนหนึ่งกลับดังขึ้น ทำให้เขาหยุดเดิน และน้ำตาก็ไหลลงมาอาบแก้ม ...นั่นคือเสียงของเขาเอง


edit @ 2005/10/01 23:01:53
edit @ 2005/10/07 17:17:30

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet

โฮกกกกก พี่กระรอกไฟแรงแอนด์ขยัน

จะรออ่านจนกว่าคลาวด์จะโผล่เค่อะ

อย่าลืมฟิคละพี่........

#1 By KeeChan on 2005-09-30 23:50

โอ้..เดลเซลมีประวัติแบบนี้เองรึ....
*ลูบหัวเดลเซลๆ*....

#2 By AMAMI on 2005-10-01 00:02

อืม ชื่อของ Abel น่ะครับ ภาษาญี่ปุ่นเค้าเขียนว่า เอเบลนะ ไม่ใช่ อาเบล ผมก็ไม่รู้เหมือนกันว่าชื่อนี้จริงๆแล้วเป็นภาษาอะไร และต้องอ่านว่าอะไรกันแน่ถึงจะถูกนะ

เออพี่ แล้วของ Advent oมันแปลขัดกับของ tx ตรึมเลยไม่พอ บางจุดผมรู้สึกว่าทั้งสองที่มันก็แปลผิดทั้งคู่นะ อย่างเช่นตอนที่เดนเซลสั่งกาแฟ ถ้าเป็นของ advent จะเขียนว่า "Just get me coffee" ส่วนของ tx เขียนว่า "Coffee please" แต่ในต้นฉบับภาษาญี่ปุ่น จริงๆแล้วเดนเซลเค้าพูดว่า "กาแฟ" คำเดียวสั้นๆห้วนๆเลยน่ะครับ

สู้ต่อไปนะเกียร์บัน

#3 By BoN -FF Planet- on 2005-10-01 01:35

พี่รอก !!! เอาไปแปะในบอร์ดฟอร์ล่มหน่อยดิ >o<''

#4 By E@12``|``H on 2005-10-01 02:34

ไปแปะก็ได้ลาว แต่เดี๋ยวว่าจะปรับปรุงก่อน (เมื่อคืนเพิ่งเห็นของ tx ว่าจะเอาไปเปรียบเทียบดูอีกที...อ่านญี่ปุ่นก็ไม่อ๊อกไม่ออก)

แต่บอน Abel เป็นชื่อที่มีอยู่ในวรรณกรรมที่เก่าแก่ที่สุดของโลก (ที่มีชื่อว่าไบเบิล lol ) ตามฉบับแปลเป็นไทยแล้วเค้าอ่านกันว่า "อาเบล" น่ะ ผมเลยใช้คำนี้ (ฟังดูเหมือนกระดิ่งหนึ่งอัน)

ส่วนผมว่าที่เค้าใส่ Please ให้คำพูดของเด็นเซลน่ะ เพื่อให้คนอ่านรู้ว่าเป็นการสั่งอาหาร ไม่ใช่พูดขึ้นมาลอย ๆ หรือเป็นคำขอร้องอะไรหรอก (เป้าหมายเดียวกับ Just get me นั่นแหละ แต่มันอาจจะให้อารมณ์ต่างกันโดยไม่ตั้งใจ) ผมกะจะเปลี่ยนเป็น "กาแฟ" เฉย ๆ เหมือนกับของต้นฉบับ เพราะตามหลักภาษาไทยแล้วก็ให้ความเข้าใจเดียวกัน

#5 By กระรอกโฉด on 2005-10-01 08:47

ชอบมากเลยครับ อยากอ่านแบบนี้มานานแล้ว
ขอแนะนำเรื่องย่อ,เว็บเพจ Final Fantasy The Spirits Within

http://www.geocities.com/pichate1964/spiritwithin.html

#6 By pinocchio on 2005-10-03 20:12

ชอบมั่กๆ ดีจางงเยย ผมชอบไฟนอลแฟนตาซี่มาตั้งแต่ ไฟนอล 1 แล้วง้าบบ

#7 By Midorikawa Naoki (202.28.120.11 /202.28.120.13) on 2006-02-20 12:23

ซาบเข้าไปในทรวง

#8 By Midorikawa Naoki (202.28.120.11 /202.28.120.13) on 2006-02-20 12:25

สุดยอดเรยครับเพ่

#9 By SoFi (158.108.210.13) on 2006-07-23 18:52

ขออนุญาติเอาลิ้งไปแปะในบอร์ดนะค้ะ ขอบคุณค่า

#10 By พ ั ด จ ั ง on 2007-10-15 19:15

^
ทำหน้า Page รวมลิ้งไปบทแปลส่วนอื่น ๆ ไว้แล้วข้างบนแล้วนะครับ

#11 By กระรอกโฉด on 2007-10-15 21:40

ขอบคุณมากค่ะ

#12 By Hotel (222.123.44.4) on 2009-08-13 01:46