บทแปล FF VII - OWS ตอนที่ 1-2

posted on 08 Oct 2005 10:08 by ratatosk

ที่จริงผมอยากจะอ้างอิงบทแปลของเจ้าใดเจ้าหนึ่งไปเลย แต่ก็ไม่สามารถตัดใจได้
Xcomp มีจุดเด่นตรงที่แปลตรงกับต้นฉบับมากกว่า (ถ้าดูจากการเรียงตัวอักษรน่ะนะ) แต่ Cockatiel & vilaeth จะผ่านการเรียบเรียงใหม่มาแล้ว จึงบางส่วนที่ถูกตัดทิ้งและใช้สำนวนที่ช่วยให้แปลออกมาได้สละสลวยกว่า แต่ในขณะเดียวกันส่วนที่ถูกตัดทิ้งก็เป็นรายละเอียดที่น่าสนใจเช่นกัน (ส่วนของทั้งคู่จะตรงเป๊ะหรือไม่คงต้องให้ผู้รู้ภาษาดูอีกที =_=' ) ดังนั้นผมจะใช้ของทั้งสองฝั่งแล้วเอามาแปลเป็นของตัวเอง...(สรุปได้ซะที เห้อ) ดังนั้นตอนนี้อาจจะมีสำนวนผิดไปจากตอนก่อนนะครับ

แล้วก็ ผมได้อ่าน Case of Tifa แล้ว ไม่ผิดหวังเลย ^^b (ยังไม่มีลงใน official site...และอาจจะไม่มีการลงต่อจาก Chapter 1-4 ก็เป็นได้ เพราะผมเห็นว่าไม่ได้อัพเดทนานแล้ว)

"Final Fantasy VII: Advent Children, Prologue" เป็นชื่อหนังสือที่ลง OWS ทั้งหมดบางส่วนไว้ (ชินยะคุงว่านิยายเรื่องนี้กระจายอยู่ตามไอเท็มชิ้นต่าง ๆ ...สักวันหนึ่งเราคงรวบรวมมาได้หมดนะ)หลังจากที่เห็น comment ของชินยะคุงแล้วกิเลสก็เกิดอีกรอบ~ ในหนังสือเล่มนั้นไม่ได้มีแค่ OWS เท่านั้นนะครับ จานหลักของเล่มคือพวก ArtWork ตะหาก ^^ (เข้าไปดูตัวอย่างได้ที่ http://xthost.info/ffwebnovel/ ...คราวก่อนลง url ผิด ดันตัดไปเข้าโฮสต์เค้าเฉยเลย)


Final Fantasy VII - On the Way to a Smile

แปลจากฉบับแปลภาษาอังกฤษ
โดย: vilaeth
เรียบเรียง: Cockatiel & vilaeth
ที่มา: http://www.adventchildren.net/
และจากฉบับแปลภาษาอังกฤษ
โดย: Xcomp
ที่: http://xthost.info/ffwebnovel/

จากต้นฉบับจริง (ภาษาญี่ปุ่น)
โดย: Kazushige Nojima
ที่: http://www.square-enix.co.jp/dvd/ff7ac/ff7ac_novelmain.html

เป็นภาษาไทย โดย Ratatosk (ra_ta_tosk@hotmail.com)

*กรุณาขออนุญาตและให้เครดิตทุกครั้งก่อนนำไปเผยแพร่*


บนเส้นทางสู่รอยยิ้ม

ตอนที่ 1: เรื่องของเด็นเซล (2)

SOURCE:
http://www.adventchildren.net/ff7ac/extra/prologue/1-2.php
http://xthost.info/ffwebnovel/ch12.htm


"นั่นเป็นฝีมือของชินระใช่ไหมครับ?"

"ใช่"

รีฟหลบสายตาไปจากเด็นเซล ราวกับว่าเขาพยายามจะไม่แสดงความรู้สึกใดให้อีกฝ่ายได้เห็น

"ถ้าเธอจะเกลียดชินระเพราะเรื่องนั้นล่ะก็ เอามาลงที่ฉันได้จนพอใจเลย"

เด็นเซลส่ายหัว

**

วันนั้นเป็นวันอาทิตย์ 'ผมตื่นขึ้นมาในบ้านใหม่ในเขต 5 บนฟูกที่เมื่อวันก่อนยังไม่มีอยู่ที่นั่น ข้างตัวมีโน๊ตและขนมปังชิ้นหนึ่งวางทิ้งไว้'

"ฉันไปทำงานนะ ฉันจะมาดูเธอบ้างเป็นครั้งคราว แล้วอย่าไปไหนไกลล่ะ ข้างนอกอันตรายมากเพราะทุกคนกำลังประสาทเสีย ยิ่งไปกว่านั้น มันลำบากนะกว่าจะหาตัวเธอเจอ เธอเป็นคนสำคัญนะ ปล. ฉันยืมฟูกนั่นมาจากบ้านข้าง ๆ อย่าลืมเอาไปคืนล่ะ อาร์คัม"

โทรทัศน์ฉายภาพการถล่มของเขต 7 ซ้ำแล้วซ้ำอีก ส่วนชินระคอมปานีก็โหมประกาศย้ำแล้วย้ำอีกว่าเวลานี้เมืองมิดกัลด์ปลอดภัยแล้ว 'ผมไม่เข้าใจว่าทำไมพวกนั้นจึงพูดได้เต็มปากว่ามันปลอดภัย ทั้ง ๆ ที่พ่อแม่ของผมอาจจะตายไปแล้วก็ได้ ผมสงสัยจริง ๆ เลย ว่าทุกคนจะอยู่อย่างมีความสุขกันได้เพียงเพราะว่ามันปลอดภัยงั้นเหรอ? แล้วนั่นรวมถึงตัวผมเองด้วยหรือเปล่า' เด็นเซลกำลังจะทานขนมปังก้อนนั้น แล้วก็เห็นว่ามันมีไส้ครีมทะลักออกมา จู่ ๆ เขาก็โมโห เขาเขวี้ยงขนมปังใส่โทรทัศน์เต็มแรง แล้ววิ่งออกไปนอกบ้าน

...ซึ่งเงียบสนิท เขามองเห็นตึกชินระที่โผล่ยอดอยู่กลางเมืองมิดกัลด์ พ่อกับแม่อาจจะรอดมาได้และไปทำงานอยู่ด้วยกันที่นั่น ถ้าเป็นเวลานี้พ่อกับแม่ของเด็นเซลจะต้องวิ่งวุ่น เพราะอย่างนั้นพวกเขาจึงปลีกตัวออกมาไม่ได้ และที่นี่ก็เป็นที่พักของชินระ ดังนั้นน่าจะมีคนรู้จักอยู่บ้าง เด็นเซลไม่คุ้นเคยกับการพูดคุยกับคนแปลกหน้านัก แต่เวลานี้เขาจำเป็นต้องดึงความกล้าออกมาใช้แล้ว

เริ่มจากบ้านที่อยู่ทางขวามือ เขาสั่นกระดิ่งที่ประตู ...แต่ไม่มีเสียงตอบรับ แล้วเขาก็ลองเปิดประตูดู ...ทว่ามันเปิดไม่ได้

"ฮัลโหล?" เขาพยายามแอบมองข้างในตัวบ้าน

เขารออยู่ครู่หนึ่งก็ยังคงไม่มีอะไรเกิดขึ้น ดูเหมือนว่าอาร์คัมจะยืมฟูกมาจากบ้านหลังนี้ เด็นเซลคิดว่ามันไม่ต่างไปจากการขโมยเลย แม้ว่าจะตั้งใจเพียงแค่ขอยืมเท่านั้น หรือว่าการขโมยก็เป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการมีชีวิตอยู่?

เด็นเซลลองไปดูทั้งหลังที่อยู่ทางซ้ายบ้าง หลังที่อยู่ฝั่งตรงข้ามบ้าง หลังที่อยู่ตรงท้ายบ้านบ้าง แต่ไม่พบใครเลย แล้วเขาก็เดินไปดูบ้านหลังอื่นที่อยู่ไกลออกไป บ้านส่วนใหญ่มีกระดาษติดอยู่บนบานประตู ซึ่งเขียนที่อยู่สำหรับติดต่อไว้ซึ่งแสดงว่าพวกเขาหนีไปหลบภัยอยู่ที่อื่น

ไม่มีใครอยู่ที่นี่ ท่าทางพ่อแม่ของเขาจะไม่ได้อยู่ที่ออฟฟิศ ไม่อย่างนั้นพวกเขาจะต้องมาที่นี่ ถึงพ่อจะมาไม่ได้ อย่างน้อยแม่ก็จะต้องเป็นคนมา

เขาก้าวเดินต่อไป ขณะเดียวกับที่ความหวังที่เคยมีอยู่เมื่อครู่ได้แหลกสลายไปเรียบร้อยแล้ว กว่าจะรู้ตัว เด็นเซลก็รู้สึกว่าเขากำลังหลงทาง เขาจำไม่ได้ว่าเขามาที่นี่ได้อย่างไร น้ำตาไหลหยดจากใบหน้าของเขาอีกครั้ง แต่ความโกรธในยามนี้มีมากกว่าความเศร้า เขาหยุดเดินและนั่งลงบนถนน แต่แทนที่ก้นจะได้แตะพื้นมันกลับไปแตะโดนสิ่งอื่นเข้าแทน นั่นก็คือโมเดลเรือบินของชินระ คงมีเด็กทำตกไว้ เขาเขวี้ยงโมเดลชิ้นนั้นออกไปและตะโกน

"ฉันเกลียดทุกคนเลย!"

เสียงกระจกแตกดังก้องในย่านที่พักอาศัย ตามติดมาด้วยเสียงของผู้หญิงคนหนึ่ง

"ฝีมือใครเนี่ย!"

เขาจึงได้รู้ตัวว่าทำอะไรลงไป หญิงชราคนนั้นเดินออกมาจากบ้านหลังที่อยู่ตรงหน้าเขา ที่จริงเธอไม่ได้แก่อะไรมากมาย แต่เด็นเซลก็เดาอายุผู้หญิงคนไหนไม่ถูกทั้งนั้นล่ะ

"ฝีมือเธอเหรอ?!" ในมือของหญิงชรามีโมเดลชิ้นนั้นอยู่

เด็นเซลพยักหน้าด้วยความสำนึกผิด

"ทำไม..." หญิงชราทำท่าจะถาม แต่แล้ว "เธอร้องไห้เหรอ?"

เด็นเซลส่ายหัวเป็นการปฏิเสธ แต่เขาก็ไม่สามารถหลบซ่อนน้ำตาได้

"บ้านเธออยู่ไหน?"

เขาพยายามจะตอบคำถามนั้น แต่เขาก็ไม่รู้ แล้วก็ร้องไห้หนักขึ้น

เธออ่อนเสียงลง "เข้ามาสิ"

บ้านของรูวี่ให้ความรู้สึกสบายและไม่เหมือนกับบ้านของเด็นเซล วอลเปเปอร์บนกำแพงนั้นเต็มไปด้วยลายดอกไม้ แม้แต่เบาะและโซฟาก็เหมือนกัน แม้ของตกแต่งจะเป็นเพียงดอกไม้ประดิษฐ์ แต่มันก็เป็นห้องที่ทำให้รู้สึกได้ถึงความอบอุ่นและอ่อนโยน เด็นเซลนั่งมองรูวี่จากบนโซฟา เธอกำลังจัดการกับกระจกหน้าต่างที่แตกด้วยถุงไวนีล

"ถ้าลูกชายฉันกลับมาฉันจะให้เค้าจัดการซะให้เรียบร้อย ตอนนี้ทำแค่นี้ไปก่อนก็แล้วกัน"

"ขอโทษนะครับ คุณรูวี่..."

"ถ้าเป็นเวลาอื่นล่ะก็ ฉันคงกระชากคอเสื้อเธอแล้วลากไปหาพ่อกับแม่เธอแล้ว"

"พ่อกับแม่ผมเค้า..."

"อย่าบอกนะว่าพวกเค้าทิ้งเธอไว้แล้วหนีไป"

"ตอนนั้นพวกเค้าอยู่ในเขตเจ็ด"

รูวี่หยุดมือทันที เธอนั่งลงและกอดเด็นเซลไว้

หลังจากที่เขาสงบลงแล้ว เธอบอกกับเขาให้ออกไปด้วยกัน

ทั้งสองเดินจูงมือกันไปดูบ้านของเด็นเซล หลังจากที่เด็นเซลอายุครบแปดขวบ เขาก็ไม่เคยเดินจูงมือกับพ่อแม่อีก เพราะมันไม่เท่ แต่ตอนนี้เขาไม่อยากจะปล่อยมันไป ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น

ที่ตึกสำนักงานใหญ่ ทางชินระกำลังจัดการหาที่อยู่ให้กับประชาชน บางครอบครัวก็ได้ที่พักในเมืองจูน่อน หรือไม่ก็คอสตาเดลโซล รูวี่บอกเหตุผลที่ทำให้เธอยังอยู่ที่นี่ว่า เพราะเธอมีตัวคนเดียว ดังนั้นเธอคิดว่าตัวเองควรจะอยู่ที่เมืองที่เป็นบ้านเกิดแห่งนี้ แล้วในที่สุดทั้งสองก็จัดหาบ้านให้เด็นเซลได้

"ขอบคุณมากครับคุณรูวี่ แล้วผมก็อยากขอโทษ...เรื่องกระจก"

รูวี่พยักหน้าให้ เด็นเซลเดินไปเปิดประตูบ้านใหม่ แล้วเธอก็มองเข้าไปในนั้น

"แล้วเธอจะทำอะไรในบ้านโล่ง ๆ อย่างนี้ล่ะ? มาอยู่บ้านฉันก็ได้นะ"

แล้วเด็นเซลก็อยู่กับรูวี่

ตอนที่เตามาโคหมายเลขหนึ่งถูกทำลาย รูวี่คิดว่าเรื่องทั้งหมดจะต้องเลวร้ายลงเรื่อย ๆ อย่างแน่นอน ดังนั้นเธอจึงเก็บอาหารตุนไว้มากมาย ทั้งในห้องเก็บของ ทะลักออกไปถึงบริเวณสวนหลังบ้าน ต่างก็เต็มไปด้วยอาหารกระป๋องและอาหารที่อยู่ในรูปแบบบรรจุภัณฑ์อื่น

"อย่างที่เค้าว่ากันว่า 'เตรียมพร้อมรับสถานการณ์ที่แย่ที่สุดไว้ แล้วจะไม่เสียใจทีหลัง' "

รูวี่มีงานยุ่งทั้งวัน ทำความสะอาดบ้านตัวเอง ทำความสะอาดรอบ ๆ บ้าน เตรียมอาหาร เย็บผ้า เด็นเซลช่วยงานทุกอย่าง ยกเว้นงานเย็บผ้า ก่อนเข้านอนพวกเขามักจะอ่านหนังสือ หนังสือที่รูวี่อ่านเป็นหนังสือเล่มหนาที่ท่าทางจะเข้าใจยาก เมื่อเด็นเซลถามว่าสนุกไหม คำตอบคือ "ไม่เลยสักนิด" เธอบอกว่านี่เป็นหนังสือของลูกชายเธอเอง เธอคิดว่าเธออาจจะเข้าใจงานที่ลูกชายทำอยู่ถ้าอ่านหนังสือจำพวกนี้ และเธอก็อ่านมันมาราวห้าปีแล้ว "พออ่านแล้วจะช่วยให้หลับง่ายขึ้น" เธอหัวเราะ

รูวี่ให้เด็นเซลยืมสารานุกรมสัตว์ร้าย เธอว่ามันจะมีประโยชน์กับตัวเขา หนังสือเล่มนั้นเป็นของลูกชายเธอด้วยเช่นกัน เขาอ่านตอนที่อายุพอ ๆ กับเด็นเซล ในนั้นมีภาพสีของสัตว์ร้ายและรายละเอียดต่าง ๆ เกี่ยวกับพวกมัน และทุกหน้าก็จะมีข้อความเดียวกันกำกับไว้ "ถ้าพบกับสัตว์ร้าย ให้วิ่งหนีและบอกให้ผู้ใหญ่รู้ทันที"

'ตอนนี้ ถ้าผมเจอสัตว์ร้าย ผมคงต้องบอกกับคุณรูวี่' เด็นเซลคิด 'แต่ดูท่าทางคุณรูวี่จะไม่มีอะไรไปสู้กับพวกมันได้เลย ผมคิดว่าตัวเองจะทำได้ไหม ถ้าจะสู้กับสัตว์ร้ายด้วยตัวเอง ผมอาจจะทำได้ ผมอาจจะกำจัดมันได้ ผมคิดว่าตัวเองไม่มีประโยชน์อะไรเลย เพราะอย่างนั้นพ่อกับแม่ถึงได้ทิ้งผมไว้และจากไป'

**

แสงอาทิตย์ส่องแรงขึ้นเรื่อย ๆ และตัวเด็นเซลก็กำลังเปียกชื้นไปด้วยเหงื่อ

"ให้ตายเถอะ...วันนี้ร้อนจริง" รีฟหันไปพูดกับจอห์นนี่ "ขอน้ำหน่อยสิ"

เด็นเซลหยิบผ้าเช็ดหน้าออกมาจัดการกับเหงื่อที่หน้าผาก

"ลายสุดยอดเลยนี่ ดูเหมือนเป็นของผู้หญิงมากกว่านะ"

"นั่นสินะครับ" เขาตอบ พลางมองไปที่ผ้าเช็ดหน้าผืนนั้น

**

เช้าวันหนึ่ง เมื่อเด็นเซลตื่นขึ้นมา รูวี่ก็กางเสื้อเชิร์ตตัวหนึ่งให้เขาดู

"ใส่นี่ซิ ฉันเย็บให้เธอเอง แต่ฉันมีแต่ผ้าแบบนี้เท่านั้นแหละนะ"

เสื้อตัวนั้นเป็นสีขาวที่อร้าอร่ามไปด้วยลายดอกไม้เล็ก ๆ สีชมพู ราวกับว่ามันกำลังถูกสายลมพัดกระจาย แน่นอนว่าโดยปกติเขาต้องไม่อยากสวมอะไรแบบนี้แน่ แต่เด็นเซลก็เปลี่ยนชุดด้วยความยินดี

"ฉันมีผ้าเหลืออีกเยอะแยะ ก็เลยทำไอ้นี่ด้วย เอาไปใช้สิ" เธอหยิบผ้าเช็ดหน้าผืนหนึ่งออกมา ซึ่งก็มีลายเดียวกันกับเสื้อตัวนั้นนั่นแหละ ดูเหมือนว่าเธอจะมีผ้าเหลืออยู่อีกมากจริง ๆ เพราะหลังจากนั้นเธอหยิบผ้าเช็ดหน้าแบบเดียวกันออกมาอีกหลายผืน เด็นเซลรับมาเพียงผืนเดียว และพับมันเก็บไว้ในกระเป๋ากางเกง

"แล้วทีนี้ก็..." รอยยิ้มหายไปจากใบหน้าของรูวี่ "ฉันจะว่ายังไงดี..."

เด็นเซลอยากรู้ว่าเธอจะพูดอะไร ในหัวของเขาเต็มไปด้วยภาพของเธอที่กำลังพูดคำที่เขาไม่อยากได้ยินที่สุด 'ไปซะ' เธอคงจะไม่พูดใช่ไหม เพียงแค่คิดเท่านั้นร่างกายของเขาก็เริ่มสั่น

"ออกไปข้างนอกกันไหม?"

รูวี่เดินผ่านประตูครัวออกไปที่สวนหลังบ้าน แม้จะกลัว แต่เขาก็ตามออกไป เขาเดินผ่านชั้นดินหนา ๆ และหยุดยืนอยู่ข้างรูวี่ เธอกำลังมองไปยังท้องฟ้า เด็นเซลมองตามไป และเห็นจุดมืดดำขนาดใหญ่อยู่บนนั้น ดูไม่เป็นลางดีเอาเลย สีของมันตัดกับสีครามและขาวของท้องฟ้ายามกลางวัน เพราะสิ่งนี้ จึงทำให้ทุกสิ่งทุกอย่างดูโศกเศร้าหม่นหมองไปหมด

"ฉันก็ไม่รู้อะไรเกี่ยวกับมันหรอก แต่ทุกคนเรียกมันว่าเมเทโอ เห็นเขาว่ามันจะพุ่งเข้าชนโลก แล้วทุกสิ่งทุกอย่างก็จะจบสิ้นลง" รูวี่หยิบกระป๋องขึ้นมาสองใบจากกองเสบียงและยื่นให้เด็นเซล "เธอคิดว่าเราจะรับมือกับของแบบนั้นได้ยังไง?"

วันนั้นรูวี่ไม่ได้ทำความสะอาดบ้าน เย็บผ้า หรือทำอะไรเลย เธอนั่งคิดอะไรอยู่บนโซฟา

บางครั้งดูเหมือนว่าเธอคิดอะไรขึ้นมาได้และโทรหาใครบางคน จากเท่าที่เห็น ใครคนนั้นไม่ได้รับสาย เธอคงจะโทรหาลูกชาย เด็นเซลทำความสะอาดทั้งในบ้านและบริเวณรอบนอก เขาคิดไม่ออกว่าหากเมเทโอตกลงมาแล้วจะเป็นอย่างไร และยิ่งไปกว่านั้น เขามีสิ่งที่อยากจะถามกับรูวี่ แต่เขาก็เอ่ยออกไปไม่ได้

จนกระทั่งตกค่ำ รูวี่จึงเริ่มลงมือทำความสะอาด หรือจะพูดอีกอย่างว่าเธอกลับเป็นปกติแล้ว "เด็นเซล เธอทำความสะอาดไม่ได้เรื่องเลย ไม่เห็นบ้างรึไง?" นั่นล่ะรูวี่กลับเป็นอย่างเดิมแล้ว และหลังจากนั้นทั้งสองก็นั่งบนโซฟาและอ่านหนังสือเล่มเดียวกัน

"เด็นเซล" รูวี่เรียกเขาโดยไม่ได้ละสายตาจากหนังสือ "ฉันจะอยู่ที่นี่จนถึงที่สุด ถ้าดวงดาวจะถึงจุดจบแล้วล่ะก็ อยู่ที่ไหนก็ไม่ต่างกัน มันจะจบลงเหมือน ๆ กัน แล้วเธอล่ะจะทำอะไร ถ้าเธออยากจะไปที่ไหนล่ะก็ ฉันไม่ว่าอะไรหรอกนะถ้าเธอจะเอาอาหารไปด้วย เธอยังเด็กนัก ดังนั้นตัดสินใจดูซิว่าเธออยากจะทำอะไรก่อนหน้านั้น"

เรื่องที่รูวี่พูดทำให้เด็นเซลคิดหนัก แล้วตอนนั้นเขาได้ก็ถามคำถามที่เขาเก็บเอาไว้ทั้งวันออกมา "ผมอยู่ที่นี่ได้ไหม?"

รูวี่เงยหน้าขึ้นจากหนังสือ มองหน้าเด็นเซล และยิ้ม

ตั้งแต่นั้นรูวี่ก็ทำงานทุกอย่างเช่นปกติ ยกเว้นการทำความสะอาดบริเวณรอบบ้าน ที่กลายเป็นหน้าที่ของเด็นเซล เขาเห็นตึกชินระกำลังเริ่มการก่อสร้างอะไรบางอย่าง ไม่นานนัก ปืนใหญ่ก็ถูกติดตั้งจนเสร็จสมบูรณ์ รูวี่บอกว่าชินระจะทำลายเมเทโอ

"บริษัทนั้นชอบทำแต่เรื่องแย่ ๆ " รูวี่ส่ายหัวเศร้า ๆ

ในที่สุด ปืนใหญ่กระบอกนั้นก็ถูกยิงออกไปเพียงครั้งเดียว แล้วก็พังทลายลง ส่วนตึกชินระก็ถูกสัตว์ร้ายถล่มตามไปในเวลาไม่นาน เด็นเซลสงสัยว่าสัตว์ร้ายที่สามารถทำลายตึกได้จะมีหน้าตาเป็นอย่างไร แต่เขาก็ไม่ได้ถามรูวี่ เมเทโอยังคงลอยคว้างอยู่บนท้องฟ้าตามกำหนดการ และเขตอื่น ๆ ก็เกิดความโกลาหลขึ้น แต่ชีวิตประจำวันของเด็นเซลก็ยังดำเนินต่อไปอย่างเป็นปกติสุข

มีบางครั้งที่เขาไม่อาจหยุดยั้งความต้องการที่จะได้พบพ่อกับแม่ได้ จนต้องร้องไห้ออกมา แต่รูวี่ก็กอดเขาไว้จนสงบลงได้ ในยามที่เขาหลับอยู่กับรูวี่ เขาไม่กลัวแม้แต่น้อยหากจุดจบจะมาถึง ทว่าสิ่งที่ทำลายวันเวลาอันสงบสุขของเด็นเซลไม่ใช่เมเทโอ แต่คือกระแสสีขาวอันรุนแรง ไลฟ์สตีมที่ถูกปลดปล่อยออกมาจากดวงดาว พลังแห่งการปกป้องที่พุ่งเข้าทำลายเมเทโอ แต่พลังชีวิตอันเรืองรองนั้นก็นำความล่มสลายมาสู่มวลมนุษย์ด้วยเช่นกัน

วันแห่งโชคชะตานั้น เด็นเซลกับรูวี่กำลังจะเข้านอน พวกเขารู้สึกถึงเสียงที่โหมกระพืออยู่ภายนอกดังกึงก้องราวกับว่ากำลังจะมีพายุ แต่มันมีอะไรบางอย่างอยู่ข้างนอกนั่นมากกว่าลม เพียงไม่นานนักบ้านทั้งหลังก็สั่นสะเทือนอย่างรุนแรง จุดจบมาถึงแล้ว เด็นเซลหวังว่ามันจะจบลงจริง ๆ ในไม่ช้า แต่มันยังดำเนินต่อไป แรงสะเทือนยิ่งหนักขึ้นเรื่อย ๆ บางครั้งเสียงก็เงียบลง แล้วก็เปลี่ยนเป็นเสียงคำรามกึกก้องราวกับว่ามีม้าเหล็กห้อผ่านบ้านทั้งหลังไป เด็นเซลหลับตาปี๋และรูวี่ก็กอดเขาไว้ มันเพิ่งจะผ่านไปได้เพียงห้านาทีเท่านั้น

"คุณรูวี่ ผมกลัว"

รูวี่ลุกจากเตียงเพื่อไปเปิดไฟ แต่วินาทีนั้นเอง ผ้าม่านลายดอกไม้ก็กลายเป็นสีขาวนวลสว่าง แสงลอดผ่านหน้าต่างทุกบานเข้ามา ราวกับว่าบ้านทั้งหลังถูกกลืนเข้าไปในทะเลแห่งแสงสว่าง ซึ่งทำให้ชวนหวาดผวานัก

"เข้าไปอยู่ใต้ผ้าห่มซะ" รูวี่ออกไปจากห้อง ผืนดินสั่นสะเทือนรุนแรงขึ้นทุกขณะ ซึ่งแม้แต่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับเขตเจ็ดยังเทียบไม่ติด ทันทีที่แจกันดอกไม้บนหลังตู้ร่วงตกสู่พื้น เด็นเซลก็วิ่งออกจากเตียงไล่ตามรูวี่ไป

รูวี่กำลังมองไปที่หน้าต่างของห้องนั่งเล่น เป็นหน้าต่างบานเดียวกับที่เด็นเซลทำแตก และมีแผ่นไวนีลปิดทับไว้ แผ่นไวนีลนั้นกำลังโป่งตัวเข้ามาเหมือนใกล้จะระเบิด รูวี่รีบวิ่งไปที่หน้าต่างบานนั้นและใช้มือทั้งสองข้างดันแผ่นไวนีลไว้

"เด็นเซล กลับไปอยู่ในห้องซะ!"

เด็นเซลได้แต่ยืนตัวสั่น เขาขยับไม่ได้ราวกับเท้าถูกทากาวติดไว้กับพื้น 'ผมเป็นคนทำหน้าต่างแตก มันเป็นความผิดของผม' รูวี่วิ่งเข้าไปหาเด็นเซลและอุ้มเขากลับไปที่ห้องนอน ตอนนั้นเอง แผ่นไวนีลก็ปริแตกออก แล้วสายธารที่ส่องสว่างนั้นก็ไหลทะลักเข้ามาในห้อง รูวี่ปิดประตู โดยที่ตัวเธอเองอยู่ข้างนอก

"คุณรูวี่!" เด็นเซลกรีดร้อง พยายามจะเปิดประตูจากอีกฝั่ง

"อย่านะเด็นเซล!"

"แต่ว่า-!" เด็นเซลยังคงหมุนลูกบิดประตู

รูวี่ยืนอยู่ที่นั่น เธอกางแขนและขากั้นบานประตูไว้โดยหันหลังให้

"ปิดไว้นะ!"

รอบตัวรูวี่เต็มไปด้วยแสงสว่างที่ไหลผ่านเข้ามา มันส่องประกายสะท้อนไปตามกำแพง ราวกับเป็นงูเรืองแสงที่ดิ้นพล่านไปทั่วห้อง

'สารานุกรมไม่ได้เขียนถึงสัตว์ร้ายแบบนี้ไว้ ต้องวิ่งหนีไปบอกผู้ใหญ่...ไม่... ในบ้านนี้ ผมจะต้องเป็นคนสู้กับมันเอง'

"คุณรูวี่!" เขาร้องตะโกนออกมา ชั่วขณะเดียวกับที่ลำแสงเหล่านั้นพุ่งเข้าใส่รูวี่ เธอส่งเสียงครางออกมา พลันรูปร่างของแสงสว่างก็เปลี่ยนไปจนดูคล้ายเชือกเส้นบาง ๆ และไหลแทรกผ่านช่องว่างระหว่างร่างของรูวี่กับกำแพงเข้าไปในห้องนอน

เด็นเซลมองเห็นรูวี่ล้มลงกับพื้น ก่อนที่ตัวเขาเองจะถูกลำแสงเหล่านั้นคืบคลานเข้าหาและหมดสติไป


edit @ 2005/10/11 14:38:50

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet

ถึงตอนนี้ผมยังงอยู่เลยครับว่าไอ้ "ไวนีล" มันคืออะไร
เอาล่ะเซฟฟฟฟฟ...

#1 By BoN -FF Planet- on 2005-10-08 15:21

ไวนีลเป็นพลาสติกชนิดหนึ่ง ประเภทเทอร์โมพลาสติก....

เอาเป็นว่ามันเป็นพลาสติกอย่างนึงละกัน

#2 By กระรอกโฉด on 2005-10-08 15:38

ขอเซฟล่ะค่ะ ขอบคุณมากนะคะที่แปลมาให้อ่านกัน

#3 By Ares on 2005-10-08 15:41

แล้วตอนของแอริธนี่ยังไม่ปล่อยออกมาใช่มั้ยครับ

#4 By ณัฐ on 2005-10-08 17:44

"Final Fantasy VII: Advent Children, Prologue" เป็นชื่อหนังสือที่ลง OWS ทั้งหมดไว้
>>>ง่า รู้สึกเล่มนี้มันจะลงแต่Case of Tifaน่ะค่ะ คาดว่าเค้าคงกระจายนิยายกันไปคนละทาง(คนแต่งก็คนละคน)

ขออนุญาตเซฟล่ะนะค้า><

ปล.ทำใจอ่านนิยายแอริสแบบละเอียดมากไม่ได้ มันชีวิตหลังความตายเกินไปTwT รู้สึกเหมือนมันเป็นfanfictionมากกว่าฉบับออริฯอีก หลายๆจุดมันทำให้รู้สึกว่าลดระดับความศรัทธาในเรื่องลงไป10%หากเป็นไปตามที่นิยายว่าทั้งหมดน่ะค่ะ(รึเราคิดไปเอง?=w=")

#5 By -shinya- on 2005-10-09 17:01

^
^
อ้าว เหรอ? ^^! แต่อ่านของ Acomp แล้วมันชวนให้คิดอย่างนั้นน่ะ เริ่มแปลของแอรีธแล้วเอามาให้ผมดูด้วยนะ =[]= แปลดิบ ๆ ก็ได้ (ช่วงนี้เน็ทที่บ้านเดี้ยง ตั้งใจว่าจะออนเอ็มไปคุยด้วยซะหน่อย...)

#6 By กระรอกโฉด on 2005-10-10 08:40

พี่คับเอาเพลงนี้มาจากใหนหรอคับช่วยบอกหน่อยคับป๋มจาเอาไปใส่เวปของป๋ม

#7 By ณัชพล (125.25.12.63) on 2006-06-04 15:04

^
^
ถ้าหมายถึงเพลงที่อยู่ทางด้านซ้ายมือ (ก็เอ็นทรี่นี้ไม่มีเพลงนี่นะ) ล่ะก็
เป็นเพลงประกอบอนิเมชั่น เรื่อง Kino no Tabi (การเดินทางของคิโนะ) ชื่อเพลงคือ all the way ถ้าต้องการเป็น mp3...เอ่อ ผมหาเอาจากกูเกิ้ลน่ะ (สั่ง CD มาแล้วมันเป็นแบบห้ามก๊อป) ในหน้านี้มีครับ
http://bbs.pramool.com/webboard/view.php3?katoo=K09511&page=122
หาดูนะ (แบ่งเป็น zippart)

#8 By กระรอกโฉด on 2006-06-04 23:10

ขอบคุณมากค่ะ

#9 By Hotel (222.123.44.4) on 2009-08-13 01:46