บทแปล FF VII - OWS ตอนที่ 1-3
posted on 20 Oct 2005 19:38 by ratatoskในช่วงที่เหลือของเดือนนี้ผมคงไม่ได้แปลส่วนที่ 4 ซึ่งเป็นส่วนสุดท้ายของเด็นเซลต่อ เพราะใกล้ถึงกำหนดแปะฟิคอีกเรื่องหนึ่ง (ซึ่งจริง ๆ แล้วถือเป็นหน้าที่ประจำ ^^' ) ขณะนี้ผมกำลังพยายามเก็บรวบรวม Official Fan Ficของ FF7 Series (กลายเป็นซีรี่ส์ของตัวเองไปแล้ว)อีกเรื่องหนึ่ง ที่หลาย ๆ คนคงเคยได้ยินกันมาบ้างแล้ว นั่นก็คือ "Hoshi wo Meguru Otome" (Maiden Travelling the Planet) หรือ "หญิงสาวที่โคจรไปรอบดวงดาว" (ขอบคุณบอนคุงที่ขยันหามาให้ผมอยู่เสมอ...คิดอะไรอยู่ ผมรู้นะ...) ที่เขียนโดย Benny Matsuyama แฟนฟิคเรื่องนี้ลงอยู่ใน Final Fantasy VII Ultimania OMEGA ด้วย(มีจำนวน 13 หน้า) แค่ชื่อเรื่องก็พอจะบอกได้แล้วว่าเป็นเรื่องราวของใคร
แล้วถ้าจะถามว่า Official Fan Fic คืออะไร...อาจจะเรียกได้ว่ามันคือ Fan Fic ที่ทางต้นสังกัดยอมรับล่ะมั๊ง (ก็ได้ลงใน UO ด้วยนี่)
ปล. ชินยะคุง ถ้าจะแปลออกมาก่อนก็เชิญเลย...เร็ว ๆ ด้วย ^^ ผมจะได้อ่าน (ส่วนของทีฟาด้วยนะ)
..........
Final Fantasy VII - On the Way to a Smile
แปลจากฉบับแปลภาษาอังกฤษ
โดย: vilaeth
เรียบเรียง: Cockatiel & vilaeth
ที่มา: http://www.adventchildren.net/
และจากฉบับแปลภาษาอังกฤษ
โดย: Xcomp
ที่: http://xthost.info/ffwebnovel/
จากต้นฉบับจริง (ภาษาญี่ปุ่น)
โดย: Kazushige Nojima
ที่: http://www.square-enix.co.jp/dvd/ff7ac/ff7ac_novelmain.html
เป็นภาษาไทย โดย Ratatosk (ra_ta_tosk@hotmail.com)
*กรุณาขออนุญาตและให้เครดิตทุกครั้งก่อนนำไปเผยแพร่*
บนเส้นทางสู่รอยยิ้ม
ตอนที่ 1: เรื่องของเด็นเซล (3)
SOURCE:
http://www.adventchildren.net/ff7ac/extra/prologue/1-3.php
http://xthost.info/ffwebnovel/ch13.ht
"ผมไม่ทราบว่าตัวเองหมดสติไปนานแค่ไหน แต่พอฟื้นขึ้นมา ทั้งบ้านก็เละเทะไปหมด คุณรูวี่นอนอยู่ที่พื้น ผมเรียกชื่อเค้า แล้วเค้าก็ลืมตาขึ้นมานิดหนึ่ง พูดเบา ๆ ว่าเค้าดีใจที่ผมปลอดภัย เค้าบอกให้ผมยื่นมือให้ ผมทำตาม แล้วคุณรูวี่ก็จับมือผมไว้ แต่มันไม่มีแรงเลย เค้าพูดว่า มือของลูกชายเค้าใหญ่ขึ้นเกินกว่าที่เค้าจะจับเอาไว้ได้แล้ว ผมเลยดีใจที่ตัวเองยังเป็นเด็กอยู่ แล้วเธอก็ถามผมว่าข้างนอกนั้นเป็นยังไง ผมก็กลัวอยู่เหมือนกัน มันเช้าแล้ว ข้างนอกนั่นมีสภาพแทบไม่ต่างไปจากในบ้านเลย"
เด็นเซลก้มหน้าลงและพูดต่อไป ส่วนรีฟก็หลับตารับฟังอยู่เงียบ ๆ
**
เมื่อออกไปข้างนอกแล้ว เด็นเซลหันกลับไปมองตัวบ้านของรูวี่ กระจกหน้าต่างทุกบานแตกหมด เหลือไว้แต่กรอบเท่านั้น บ้านหลังอื่น ๆ ก็เช่นกัน มีบ้างที่หลังคาหายไป บ้างก็มีรูที่กำแพง 'ถึงยังไงมันก็ต้องกลายเป็นแบบนี้ ถึงผมจะไม่ได้ทำกระจกหน้าต่างแตกก็ตาม แต่ผมก็โกรธตัวเองที่คิดอะไรแบบนั้น'
'คุณรูวี่ต้องเจอกับเรื่องร้าย ๆ แบบนั้นเพราะเค้าต้องการจะปกป้องผม แล้วผมยังทำเหมือนกับว่ามันไม่มีความหมายอะไรเลยได้ยังไง'
เขากลับเข้าไปในตัวบ้าน รูวี่ยังคงนอนอยู่บนพื้น ใบหน้าสงบนิ่งราวกับว่ากำลังหลับไหล ความกังวลใจบังเกิดขึ้น เด็นเซลลองเขย่าตัวเธอเบา ๆ
"คุณรูวี่"
แต่เธอไม่มีทีท่าจะตื่น
"คุณรูวี่!" เขาตะโกนและเขย่าตัวเธอหนักขึ้น
ปากของรูวี่มีของเหลวสีดำไหลออกมา นั่นอาจจะเป็นสัญญาณว่าเธอตายแล้ว 'ผมสับสนแล้วก็รีบเช็ดมันออกไป แต่มันยังไหลออกมาจากใต้ผมของเธอด้วย ผมรู้สึกไม่ดีเอาเลย' การได้เห็นสิ่งที่คล้ายเลือดสีดำไหลออกมาจากร่างของคนที่ยังมีชีวิตอยู่เมื่อไม่นานมานี้ ทำให้เด็นเซลวิ่งออกไปนอกบ้าน
"พ่อ! แม่ครับ! ช่วยผมด้วย!" เขาตะโกนไปเรื่อย ๆ เรียกหาคนเท่าที่รู้จัก แล้วในที่สุดเขาก็ได้แต่ร้องไห้
"เฮ้ อย่าร้องไห้สิ" เสียงใครสักคนดังขึ้นข้าง ๆ พร้อมกับวางอุ้งมือหนาหนักลงลูบหัวเขา เด็นเซลเงยหน้าขึ้น ชายที่ยืนอยู่ตรงหน้าคนนั้นมีหนวดสีดำสนิท ด้านหลังของเขาคือรถบรรทุกขนาดเล็กที่มีคนนั่งอยู่บนนั้นราว ๆ สิบคน "มาทำอะไรที่นี่น่ะ? เจ้าหนู ทีวีก็ประกาศแล้วนี่ว่าให้ย้ายไปอยู่ในเขตสลัม"
'มันทำให้ผมรู้สึกว่าเขาจะด่าผม ถ้าผมตอบไม่ถูกใจ แม้ตัวจะสั่น แต่ผมก็บอกกับเขา'
"ผมไม่ได้ดูทีวี"
"ให้ตาย! พวกนั้นก็คิดเหมือนกันว่าที่นี่ไม่เป็นไร แล้วก็ได้แต่พูดว่า ไม่รู้ ๆ !"
พวกคนบนรถบรรทุกก้มหน้าหลบด้วยความอับอาย
"ครอบครัวเธอล่ะ?"
"คุณรูวี่อยู่ข้างใน"
**
"เขาชื่อกัสคิน เขาช่วยผมฝังคุณรูวี่ คนที่อยู่บนรถก็มาช่วยด้วย พวกเค้าฝังคุณรูวี่ไว้ในสวนพร้อมกับหนังสือของลูกชายแล้วก็อุปกรณ์เย็บผ้า ดินที่นั่นลึกมากจนทุกคนแปลกใจ ถึงกับบอกว่ามันอาจจะลึกไปจนถึงพื้นเพลทเลยล่ะครับ"
"บางทีเค้าคงคิดจะปลูกผักหรืออะไรสักอย่าง อย่างที่เค้าทำอะไรแบบนั้นกันที่บ้านนอก"
"...ผมคิดว่าเค้าอยากจะปลูกดอกไม้" เด็นเซลตอบ พลางทอดสายตาไปที่ลายดอกไม้บนผ้าเช็ดหน้า "ในบ้านมีลวดลายแล้วก็ของตกแต่งที่เป็นดอกไม้เต็มไปหมด ผมว่าเค้าคงอยากได้ดอกไม้จริง ๆ มากกว่า"
"ลูกชายของคุณรูวี่ทำงานในชินระ เค้าจึงมาอยู่ในมิดกัลด์ แต่เค้าก็รวบรวมดินมาเพื่อที่จะปลูก... เอ่อ ขอโทษครับ ผมเริ่มจะนอกเรื่องซะแล้ว"
รีฟพยักหน้าและรับฟังต่อ
**
ไม่นานนัก รถบรรทุกที่เด็นเซลโดยสารไปพร้อมกับคนอื่น ๆ ก็ไปถึงสถานีที่มีรถไฟจอดอยู่
"รถไฟไม่วิ่งแล้ว แล้วก็ไม่มีทางซ่อมได้อีกแล้วด้วย แต่โชคดีที่รางยังเชื่อมต่อไปพื้นข้างล่างอยู่ ถ้าเราเดินตามรางก็จะลงไปถึงสลัมได้" กัสคินว่า
"มิดกัลด์จะปลอดภัยเหรอ?" ใครบางคนถามขึ้น
"ใครจะไปรู้ แต่ตอนนี้ข้างล่างนั่นน่าจะปลอดภัยกว่าจริงไหม?" เขาหันไปทางเด็นเซล "อย่าลื่นล้มล่ะ ไม่มีใครจะคอยช่วยหรอกนะ เธอต้องดูแลตัวเอง"
รถบรรทุกหักเลี้ยวกลับและจากไป ส่วนทางสถานีก็มีเสียงคนดังอื้ออึงขึ้น พวกเขาพูดคุยกันเกี่ยวกับแสงสีขาวที่เกิดขึ้นทั่วมิดกัลด์ ทั้งคนที่บ้านถูกทำลายและคนที่คิดว่าเมืองจะถล่มต่างหนีมาที่นี่ แต่ถึงอย่างนั้นคนส่วนใหญ่ก็ยังมีความหวาดหวั่นที่จะเดินทางไปยังเขตที่อยู่เบื้องล่าง ไม่มีเสียงร้องยินดีกับการที่เมเทโอหายไปแล้ว จะมีก็แต่เพียงเสียงบ่นพร่ำเกี่ยวกับสถานที่หลบภัยที่ยังสร้างไม่เสร็จสมบูรณ์ดี 'ผมดีใจที่พ่อไม่ได้อยู่ที่นี่' เด็นเซลคิด ผู้คนเริ่มแยกย้ายกันไปเป็นกลุ่ม มุ่งหน้าไปยังสถานี เดินตามกันไปบนรางรถไฟเส้นนั้น 'เราไม่รู้ว่าจะมีสิ่งใดคอยอยู่ที่นั่น แต่เรามีผู้นำเพียงคนเดียวก็คือกัสคิน มันเป็นเรื่องที่เห็นได้ชัดทีเดียว ทุกคนได้แต่ทำตามเขา'
'บนรางเหล็กมีท่อนไม้วางเว้นช่วงกัน ในช่องว่างนั้นผมเห็นพื้นดินที่อยู่ห่างไกลออกไป เราอยู่ในที่ที่สูงและไม่มีความปลอดภัยเอาซะเลย ถ้าเกิดตกลงไปล่ะก็ ดังนั้นทุกคนจึงเดินกันด้วยความระมัดระวังสุดขีด เส้นทางนั้นทอดออกไปไกลเหลือเกิน และดูเหมือนว่ามันจะวนเป็นเกลียวรอบเมืองมิดกัลด์ แต่เราได้แต่ตั้งหน้าตั้งตาเดินต่อไป และไม่อาจคิดอะไรอย่างอื่นได้อีก'
'จู่ ๆ เราก็หยุดเดิน พวกผู้ใหญ่ยืนจับกลุ่มกันอยู่ ดูเหมือนจะมีเรื่องอะไรกัน แล้วผมก็เห็นเด็กผู้ชายอายุราว ๆ สามขวบคนหนึ่งนั่งอยู่ตรงช่องระหว่างราง ท่อนขาของเขาติดอยู่ตรงนั้นซึ่งเป็นตำแหน่งที่อันตรายมาก'
'เด็กคนนั้นคงจะเป็นสาเหตุที่ทำให้แถวหยุดชะงัก ผมสงสัยว่าทำไมถึงไม่มีใครเข้าใกล้เขาเลย แล้วตอนนั้นเอง ก็มีใครบางคนพูดกับเด็กคนนั้น'
"แม่หนูล่ะ?"
เด็กคนนั้นเริ่มร้องไห้หาแม่ เขามองลงไปข้างล่างและเหวี่ยงมือเปะปะจนเสียการทรงตัว เด็นเซลรีบวิ่งออกไปจับแขนเขาไว้ แล้วผู้ใหญ่ก็ร้องเซ็งแซ่
"เฮ้ เด็กคนนั้นเป็นโรคนะ" ใครคนหนึ่งพูดขึ้น
"อย่าไปโดนตัวเขา เธอจะติดไปด้วย"
เด็นเซลไม่รู้ว่าพวกเขาหมายความว่าอย่างไร
"หลีกทางให้ซะทีเถอะ!" ใครบางคนตะโกนขึ้นอย่างเหลืออด เด็นเซลทำท่าราวกับต้องการจะโต้กลับ ทว่าไม่รู้ว่าใครเป็นคนที่พูดคำนั้นออกมา เมื่อไม่สามารถทำอะไรได้เขาจึงใช้มือทั้งสองข้างโอบเอวเด็กคนนั้นและดึงเขาขึ้นมาบนแผ่นเหล็กที่มั่นคงกว่า 'ผมไม่เข้าใจว่าทำไมไม่มีใครเข้ามาช่วย แต่ไม่นานนักผมก็รู้เหตุผล แผ่นหลังของเด็กคนนั้นชุ่มโชกไปด้วยของเหลวสีดำ'
เมื่อทางเปิดแล้ว ทุกคนก็ออกเดินทางต่อ เด็กน้อยยังคงร้องไห้และร้องแต่ว่า "เจ็บ" และ "หม่าม๊า" 'ผมจำได้ว่ามีใครบางคนพูดว่า 'เธอจะติดไปด้วย' ผมรู้สึกอยากร้องไห้ขึ้นมาที่ไปช่วยเด็กคนนั้น แต่แล้วผมก็นึกถึงคุณรูวี่ ผมจำได้ว่าตัวเองรู้สึกแย่แค่ไหนตอนที่เห็นของเหลวสีดำนั่นไหลออกมา ถึงแม้คุณรูวี่จะใจดีกับผมมากก็ตาม แต่ผมกลับกลัวและวิ่งหนี'
'ดังนั้นผมจึงคิดว่าการช่วยเหลือเด็กคนนี้จะชำระความผิดของผมได้ ผมอยากให้คุณรูวี่ยกโทษให้ ผมนั่งลงและถามกับเขา'
"เจ็บตรงไหนเหรอ?"
"หลัง ..เจ็บ"
"เจ็บที่หลังเหรอ?"
"อึม"
'ผมเอามือแตะที่หลังของเขาเบา ๆ เวลาที่ผมปวดท้อง คุณแม่จะช่วยลูบท้องผมแล้วความเจ็บปวดก็จะหายไป แม่ทำแบบเดียวกันเวลาที่ผมไปชนถูกอะไรเข้า ผมน่าจะใช้เวทมนตร์ของแม่ได้เหมือนกัน'
เด็นเซลลูบหลังเด็กคนนั้นโดยพยายามไม่สนใจของเหลวสีดำที่เหนียวหนึบที่ติดมือมาด้วย แม้ตอนแรกมันจะเจ็บปวด แต่ไม่นานนักเด็กน้อยก็หลับไป
เวลาผ่านไปราวสามชั่วโมง หรืออาจจะนานกว่านั้น เขายังคงลูบหลังของเด็กน้อย บางครั้งก็หยุดพักบ้าง ผู้คนที่เดินผ่านต่างไม่มีใครสนใจเด็นเซลกับเด็กคนนั้นเลย
"เขาตายแล้วล่ะ"
เด็นเซลเงยหน้าขึ้น แล้วก็เห็นใบหน้าอันเหนื่อยอ่อนของหญิงสาวคนหึ่ง
เธอมีเด็กทารกนอนอยู่แนบกับอกด้วยสายรัด และมีเด็กผู้หญิงคนหนึ่งที่มีอายุพอ ๆ กับเด็นเซลยืนจับมือเธออยู่ข้าง ๆ
"นั่นเสื้อของผู้หญิงนี่ พิลึกจัง นี่หม่าม๊า เราจะไปกันรึยัง?"
หญิงสาวที่ถูกเรียกว่าหม่าม๊าถอดเสื้อแจ็คเก็ตสีน้ำเงินของลูกสาวออกมาและยื่นให้เด็นเซล
"ให้เค้าสวมนี่สิ"
เด็กหญิงที่เต็มไปด้วยเหงื่อดูสบายตัวขึ้น ท่าทางเธอจะสวมเสื้อไว้ถึงสามชั้น
"เอาไปเถอะ มันเคยเป็นของพี่สาวฉัน มันถึงได้ตัวใหญ่ขนาดนั้น" เด็กหญิงว่า
เด็นเซลมองดูเด็กน้อยที่นอนขดตัวอยู่ข้าง ๆ เขาไม่ได้ยินเสียงลมหายใจของเด็กแล้ว
ความเข้มแข็งของเด็นเซลก็หายไปด้วย เด็กหญิงคว้าเสื้อจากแม่มาคลุมไว้จนเขามองไม่เห็นร่างของเด็กน้อยอีก
"เขาไปอยู่กับพี่สาวฉันแล้วล่ะ" เธอว่า
"ขอบคุณนะ" นั่นเป็นเพียงคำเดียวที่ออกมาจากใจ คุณแม่คนนั้นเดินต่อไปโดยมีลูกสาวเดินตามไปด้วย ทั้งสองจูงมือกัน และมือของทั้งคู่มีรอยสีดำอยู่
ขณะที่เขามองตามรูปโจโกโบะบนกระเป๋าที่อยู่บนหลังของเด็กหญิงไป เด็นเซลก็คิด...
'ทุกคนที่มีของเหลวสีดำไหลออกมาแบบนั้นจะต้องร้องไห้ด้วยความเจ็บปวดจนตายหรือ? เราทุกคนจะต้องป่วยตายหรือ?'
**
"ในตอนนั้น เราไม่รู้อะไรเลยเกี่ยวกับรอยปานดวงดาว คนที่ถูกอาบด้วยไลฟ์สตีมจะมีหนองสีดำไหลออกมาจากร่างแล้วก็ตาย มีบางคนบอกว่ามันติดต่อกันได้ด้วยการสัมผัส แต่ที่จริงแล้ว มันคือเจตจำนงค์ของเจโนว่าที่หลอมรวมกับไลฟ์สตีมที่...ไม่ ช่างมันเถอะ ถึงเราจะรู้อย่างนั้นแล้ว ก็ไม่ได้ช่วยให้อะไรดีขึ้นเลย"
"นั่นสินะครับ โดยเฉพาะพวกเด็ก ๆ"
"อึม"
"ตอนที่ผมอยู่บนรางรถไฟ ผมคิดว่าผมอยากจะเป็นผู้ใหญ่เร็ว ๆ ผมอยากจะให้เรื่องที่ผมได้แต่เฝ้าสงสัยอยู่นี้ลดจำนวนลงบ้างซะที"
**
เด็นเซลเหม่อมองอยู่ในฝูงชนที่คราคร่ำอยู่ที่บริเวณสถานีในสลัม คนแล้วคนเล่าเดินผ่านเขาไปเหมือนถูกอะไรบางอย่างครอบงำ พวกเขาเดินทางมาจากเมืองเบื้องบน และได้แต่เดินต่อไปราวกับว่าหากหยุดลงแล้วล่ะก็ทุกสิ่งก็จะจบสิ้นไปด้วย 'ผมก็ต้องทำอย่างนั้นเหมือนกัน แต่ผมไม่อยากล้มเลิกความหวังที่ว่า ถ้าผมยังคงยืนอยู่ที่นี่ ผมอาจจะได้เห็นใบหน้าที่คุ้นเคยของใครสักคน' แล้วความหิวโหยที่ยากจะเมินเฉยก็ทำให้เด็นเซลได้สติขึ้นมาอีกครั้ง
เขาเดินวนอยู่รอบ ๆ สถานีเพื่อมองหาอาหาร แล้วเขาก็พบที่แห่งหนึ่งที่อยู่ห่างออกไปเล็กน้อย มีถุงสัมภาระกองรวมกันอยู่ ใกล้ ๆ กองนั้นมีผู้ชายกลุ่มใหญ่กำลังทำงาน ดูเหมือนพวกเขากำลังขุดหลุม และมีกลิ่นเหม็นเน่าโชยอยู่ในอากาศ ชายคนหนึ่งนำร่างของหญิงสาวแบกขึ้นบนบ่ามาแล้ววางเธอไว้ในหลุมนั้นอย่างเบามือ มันคือหลุมฝังศพชั่วคราวนั่นเอง เด็นเซลนึกอยากจะหนีไปจากตรงนั้น แต่แล้วเขาก็สังเกตเห็นกระเป๋าใบหนึ่งที่คุ้นตาวางรวมอยู่ในกองสัมภาระ บนกระเป๋าใบนั้นมีรูปของโจโกโบะ 'ผมเองก็ไม่รู้ว่าทำไม ผมรีบวิ่งไปที่กระเป๋าใบนั้นและเปิดมันออกดู ข้างในนั้นมีคุกกี้กับชอคโกแลตอยู่' เด็นเซลคิดถึงเด็กผู้หญิงคนนั้น คนที่เคยเป็นเจ้าของกระเป๋าใบนี้ ...เธอจากไปเสียแล้ว
"กินซะสิ" เสียงหนึ่งดังขึ้น กัสคินนั่นเอง
เด็นเซลดีใจที่ได้พบเขาอีกครั้ง [อันนี้ไม่ค่อยแน่ใจ เจ้านึงแปลว่าอยากเจอ อีกเจ้านึงแปลว่า "เขาไม่ใช่คนที่เด็นเซลอยากเจอนัก"]
"เธอกลัวว่าจะติดโรคนั่นรึเปล่าใช่ไหม? มันเป็นแค่ข่าวลือนะ อาจจะจริงก็ได้ แต่ยังไงตอนนี้มันก็เป็นแค่ข่าวลือ อีกอย่าง ยังไงเธอก็ต้องตายอยู่ดีถ้าไม่กินอะไรเลย ถ้าถึงยังไงเธอก็ต้องตายอยู่แล้วล่ะก็ ตายแบบอิ่มท้องไม่ดีกว่าเหรอ?" เขาว่า พลางสอดมือเข้าไปในกระเป๋าใบนั้นและหยิบคุกกี้ออกมากิน "อร่อยนะ มันยังกินได้อยู่ ถ้าเธอไม่กินมันก็จะเสียเปล่าซะเท่านั้นแหละ เอ้า กินซะสิ"
เด็นเซลกินคุกกี้บ้าง เขารู้สึกดีกับรสชาติอันหวานหอมของมัน เขาก้มลงมองกระเป๋าใบนั้นแล้วพูดว่า "ขอบคุณนะ"
กัสคินลูบหัวเด็นเซล 'เขาเป็นคนที่มีลักษณะตรงกันข้ามกับพ่อผม แต่การลูบหัวของเขากลับให้ความรู้สึกไม่ต่างกัน' ช่วงหนึ่งปีต่อจากนั้น เด็นเซลก็ใช้ชีวิตอยู่ที่นั่น งานแรกของเขาคือการหาอาหารจากในบรรดากองสัมภาระเหล่านั้น
เขามีเพื่อนอย่างรวดเร็ว พวกเขาต่างก็เป็นเด็กที่สูญเสียพ่อแม่ไป เพื่อน ๆ ของกัสคินก็เพิ่มจำนวนขึ้นด้วยเช่นกัน เขาเรียกพวกนั้นว่า คนไร้ประโยชน์ [อีกเจ้านึงใช้คำว่า "พวกโง่"] ที่คิดอะไรไม่เป็นแล้วก็จะหงุดหงิดถ้าไม่ได้ออกกำลัง พวกเขาเป็นกลุ่มแรกที่ทำหน้าที่ฝังศพ บางครั้งเด็นเซลก็สังเกตเห็นว่าตัวเองกำลังยิ้ม เขารู้สึกเหมือนว่าได้กลับไปเป็นคนเก่าอีกครั้ง ทว่า ราวสองสัปดาห์ต่อมา จำนวนคนที่อพยพมาจากมิดกัลด์ก็ลดน้อยลง และก็มีคนที่ย้ายออกจากที่ที่เคยอยู่บริเวณนั้น หน้าที่ของพวกกัสคินและสถานีแห่งนั้นกำลังจะจบลง มีหลายคืนที่เด็นเซลนอนไม่หลับด้วยความกังวลเกี่ยวกับวันข้างหน้า
วันหนึ่งก็มีชายคนหนึ่งปรากฏตัวขึ้น เขาเดินอยู่เพียงลำพัง ดูเหมือนว่าเขากำลังมองหาอะไรบางอย่าง แล้วเขาก็เดินเข้าไปหาพวกเด็นเซล
"ฉันต้องการท่อเหล็ก ยิ่งเยอะยิ่งดี"
พวกเด็นเซลออกเดินหาท่อเหล็กตามที่ชายคนนั้นว่า แล้วก็พบว่ามีอยู่มากมายในซากของเขตเจ็ด ชายคนนั้นกล่าวขอบคุณและจากไป เขากลับมาที่นี่อีกหลายครั้ง ครั้งที่สามที่เขามา เขาพาพรรคพวกมาด้วยเพื่อหาของที่ต้องการ คนเหล่านั้นกำลังสร้างเมืองแห่งใหม่ที่อยู่ทางตะวันออกของมิดกัลด์ และกำลังต้องการสิ่งจำเป็นต่าง ๆ พวกเด็ก ๆ ได้รับอาหารเป็นค่าตอบแทนที่ช่วยค้นหาสิ่งของเหล่านั้น
เด็นเซลกับพรรคพวกเรียกตัวเองว่า 'คณะสำรวจเขตเจ็ด' และมีงานเข้ามามากมาย ทุก ๆ วันเต็มไปด้วยความสนุกสนาน พวกเขาภูมิใจที่ได้ทำงานเลี้ยงตัวเองเหมือนผู้ใหญ่ มีบางคืนที่พวกเขาร้องไห้เมื่อคิดถึงพ่อแม่ แต่พวกเขาก็ช่วยปลอบใจกันและกัน 'เพื่อนร่วมชะตากรรม' กลายเป็นคำประจำกลุ่มไป อย่างไรก็ตาม พวกเขาไม่เคยคิดว่าชะตากรรมนั้นไม่ได้ลิขิตให้ทุกสิ่งดำเนินไปร่วมกันได้อย่างยั่งยืน
เช้าวันหนึ่ง กัสคินรวบรวมคนทั้งเด็กและผู้ใหญ่ที่เป็นกลุ่มค้นหามาชุมนุมกัน เขาประกาศว่าพวกเขาจะไปจับจองพื้นที่และย้ายไปอยู่ในเมืองใหม่ เมื่อทุกอย่างลงตัว และไม่มีใครโต้แย้งอะไรขึ้นมาอีก เด็กคนหนึ่งก็เอ่ยคำถามขึ้นมาขณะที่กัสคินกำลังปาดเหงื่อตามตัว
"คุณกัสคิน ไม่สบายเหรอ?"
"นิดหน่อยน่ะ" กัสคินตอบขณะที่เขาปลดกระดุมเสื้อออก และมีของเหลวสีดำไหลออกมาชุ่มโชก
**
"หนึ่งเดือนต่อมา คุณกัสคินก็ตาย เราฝังเค้าไว้ในที่พิเศษ คนดี ๆ มักจะตายจริงไหมครับ?"
รีฟพยักหน้าให้กับคำพูดนั้น เด็นเซลจิบกาแฟเข้าไปนิดหนึ่ง มันขม ที่จริงกาแฟเป็นเครื่องดื่มที่เขาเกลียดที่สุด แต่ เขาอยากจะรู้สึกดื่มดำกับรสชาติของมันได้สักวันหนึ่ง ...อย่างที่ผู้ใหญ่เป็น
edit @ 2005/10/22 10:24:07

P.s.ขอadd Fav.ไว้นะคะ >3<~ V v
#1 By Jin on 2005-10-20 19:52