บทแปล FF VII - OWS ตอนที่ 1-4

posted on 12 Nov 2005 10:14 by ratatosk

หนึ่งเรื่องที่คิดว่าน่าจะบอกคือโครงการแปล "Hoshi wo Meguru Otome" (Maiden Travelling the Planet) หรือ "หญิงสาวที่โคจรไปรอบดวงดาว" (การผจญภัยของผีน้องแอ) นั้น จำต้องล่มไปเสียแล้ว เพราะเนื้อหาไม่จูงใจให้แปล lol (อ่านทั้งเรื่องก็ชอบแค่ฉากที่แซคโผล่มาเท่านั้นเอง) ใครอยากอ่านเชิญไปนั่งตาแฉะได้ที่ http://xthost.info/ffwebnovel/ หรือไปหาอ่านที่คนอื่นแปลไว้แล้วได้ที่บอร์ดพันทิพย์นะครับ ว่าแต่ส่วน Case of Tifa นี่เป็นส่วนหนึ่งของ OWS ด้วยเหรือเปล่าเนี่ย... (Official Site ไม่มีการอัพเดทเพิ่มแล้วเลยไม่แน่ใจ...แล้วมันจะทำเป็น 1-X ทำไมหว่า?)

เอาล่ะ นี่เป็นตอนสุดท้ายของเรื่องราวของเด็นเซลแล้ว ไปกันเลย! (แต่ช่วงท้ายเรื่องนั้นผมไม่ชัวร์เท่าไหร่นัก เพราะแหล่งอ้างอิงมันแปลกันไปคนละทาง =[]=! ใครแปลต้นฉบับออกช่วยบอกหน่อยเถอะว่าใครน่าจะเป็นคนพูดประโยคไหนกันแน่ แล้วก็ช่วยบอกความหมายจริง ๆ ของสองประโยคสุดท้ายนั่นให้ผมที)

Final Fantasy VII - On the Way to a Smile

แปลจากฉบับแปลภาษาอังกฤษ
โดย: vilaeth
เรียบเรียง: Cockatiel & vilaeth
ที่มา: http://www.adventchildren.net/
และจากฉบับแปลภาษาอังกฤษ
โดย: Xcomp
ที่: http://xthost.info/ffwebnovel/

จากต้นฉบับจริง (ภาษาญี่ปุ่น)
โดย: Kazushige Nojima
ที่: http://www.square-enix.co.jp/dvd/ff7ac/ff7ac_novelmain.html

เป็นภาษาไทย โดย Ratatosk (ra_ta_tosk@hotmail.com)

*กรุณาขออนุญาตและให้เครดิตทุกครั้งก่อนนำไปเผยแพร่*


บนเส้นทางสู่รอยยิ้ม

ตอนที่ 1: เรื่องของเด็นเซล (4)

SOURCE:
http://www.adventchildren.net/ff7ac/extra/prologue/1-4.php
http://xthost.info/ffwebnovel/chdenzel.htm#ep14


พวกผู้ใหญ่จากกันไปกันหมดแล้ว ทั้งบริเวณนี้เหลือเพียงเด็ก ๆ ราวยี่สิบคน ซึ่งล้วนแต่เป็นสมาชิกของคณะสำรวจเขตเจ็ด

พวกเขารู้ว่าเมืองใหม่ที่ว่านั้นมีชื่อว่า เอดจ์ และการก่อสร้างกำลังเป็นไปอย่างราบรื่น และยังรู้อีกด้วยว่าที่นั่นมีองค์กรสำหรับพวกเด็กกำพร้า แต่ที่ผ่านมาพวกเขามีบทบาทในเมืองที่พวกเขาได้อยู่อาศัยนี้ และไม่ต้องการพึ่งพาพวกผู้ใหญ่ การที่ถูกเรียกว่าเป็นเด็กกำพร้านั้นไม่ใช่ความรู้สึกที่ดีนัก และนั่นหมายความว่าพวกเขาต้องการการปกป้องด้วย แต่แล้วความคิดเหล่านั้นก็ต้องเปลี่ยนไป เมื่อเมืองนั้นกำลังจะพัฒนาขึ้นไปอีกขั้น เครื่องจักรขนาดใหญ่ถูกป้อนจากที่ต่าง ๆ เข้าไปในเมือง และไม่นานก็กลายเป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมการผลิต มีอยู่ครั้งหนึ่งที่พวกเด็นเซลเข้าไปขนย้ายกรอบเหล็กตามที่ต่าง ๆ หลังจากที่พวกเขาต้องยกบ้านทั้งหลังออกไปด้วยเครนขนาดใหญ่ บรรดาสมาชิกเริ่มแยกตัวไปทีละคนสองคน ไม่นานนักก็เหลือพวกเขาอยู่เพียงหกคน พวกเขาเริ่มหิว แล้วในที่สุดเด็กผู้หญิงคนสุดท้ายของกลุ่มก็พูดออกมาว่า เธอจะไปที่เมืองเอดจ์

**

เด็นเซลหัวเราะ

"มีอะไรเหรอ?" รีฟถามด้วยความสงสัย

"ผมเกลียดเด็กผู้หญิงคนนั้น เรายอมให้เธอเข้ากลุ่มทั้ง ๆ ที่มีแต่คนบอกว่าเด็กผู้หญิงเป็นได้แค่ภาระ แล้วในที่สุดเราก็มีคนเหลืออยู่ไม่ถึงสิบคน งานก็เลยหนักยิ่งกว่าเดิม"

รีฟหัวเราะตามไปด้วย

"แต่ผมรู้แล้วว่าทำไมตอนนั้นผมถึง ...จะว่ายังไงดี ว่าทำไมผมถึงรู้สึกท้อแท้แล้วก็โกรธกับเรื่องพื้น ๆ แบบนั้นได้"

"เธอน่าจะขอบคุณเขา"

"เธอไม่อยู่ที่นี่แล้วล่ะครับ"

**

'ตอนที่ผมตื่นขึ้นมา ทั้งกลุ่มก็เหลืออยู่แค่ผมกับเด็กผู้ชายที่ชื่อริคส์'

"ตอนนี้พวกเราก็มีแค่หลอดไฟกับตะปู" เด็นเซลว่าแล้วก็หัวเราะ

"มันไม่ใช่ของดีอะไรนี่" ริคส์ยิงฟันใส่เขา

"ฉันจะไปซื้อข้าวเช้า แล้วก็หางานสักหน่อย"

"เออ งั้นเดี๋ยวนะ"

ริคส์ตรงไปยังที่ ๆ พวกเขาซ่อนกล่องเซฟไว้และเปิดมันออก

"เฮ้ เด็นเซล! เราแย่แน่แล้ว!"

เงินที่เหลืออยู่ในเซฟนั้นไม่พอแม้แต่จะซื้อขนมปังแค่แผ่นเดียวด้วยซ้ำ พวกเขานั่งนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง แล้วริคส์ก็พูดขึ้น

"คงไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องไปที่เอ็ดจ์ล่ะ เราจะได้อาหารฟรี ๆ ไง"

"เราแพ้แล้ว"

"ใช่ แต่ฉันขอมีชีวิตอยู่โดยที่มีผู้ใหญ่คอยโอ๋ดีกว่าปล่อยให้ตัวเองอดตาย"

จู่ ๆ เด็นเซลก็นึกเรื่องที่พ่อของเขาเคยพูดขึ้นมาได้

"เราจับหนูมากินกันไหม?"

"หนู?"

"ใช่ ฉันได้ยินมาว่าทุกคนในสลัมจนมากแล้วก็กินหนู หนูสีเทาสกปรก ยังไงที่นี่ก็เป็นสลัมอยู่แล้ว และเราก็จนด้วย"

"นี่นายพูดจริงเหรอ?"

"ใช่สิ ฉันจะกินหนู ฉันจะกลายเป็นเด็กสลัมจริง ๆ ล่ะ"

ริคส์ลุกขึ้นช้า ๆ และปัดฝุ่นออกจากกางเกง เด็นเซลก็ยืนขึ้นบ้างและมองไปรอบ ๆ ตัว

"เราต้องใช้หอก"

"ทำไปคนเดียวเหอะ ฉันเป็นเด็กสลัมมาตั้งแต่เกิดแล้ว"

เด็นเซลเพิ่งรู้สึกตัวว่าทำอะไรผิดไป และพยายามจะพูดแก้ตัวใหม่

"...ฉันไม่รู้มาก่อน"

"ถ้านายรู้มาก่อนแล้วจะเป็นยังไง? เราจะไม่ได้เป็นเพื่อนกันงั้นเหรอ?"

"จะเป็นแบบนั้นไปได้ยังไง!"

"ใครจะไปรู้ ถึงยังไงนายก็เป็นพวกเด็กบ้านรวยที่อยู่บนเพลท"

"ริคส์..."

"จำไว้เลยนะ หนูทุกตัวที่นี่น่ะเต็มไปด้วยเชื้อโรค เพราะน้ำเสียที่พวกนายทิ้งลงมานั่นแหละ ไม่มีใครกินลงหรอก"

ริคส์ว่า และก็เดินจากไป

**

เด็นเซลถอนใจ

"ผมไม่ได้ตามเขาไป ผมคิดว่าเขาคงไม่ยกโทษให้ผมแน่ ๆ ..."

"ทำไมล่ะ?"

"ถึงยังไงผมก็เป็นเด็กจากบนเพลทจริง ๆ นั่นแหละ ผมคลุกคลีอยู่รอบ ๆ สถานีกับเศษหินเศษปูนในเขตเจ็ดได้ แต่ผมไม่เคยคิดว่าผมจะออกไปถึงสลัมเขตอื่นได้ ผมไม่ไปที่เอดจ์เพราะผมคิดว่ามันก็คงจะเป็นแค่สลัมอีกแห่งหนึ่งที่อัตคัตแล้วก็สกปรกเท่านั้นเอง"

"แล้วริคส์ล่ะ?"

"แข็งแรงดีครับ แต่ไม่เห็นเขาพูดอะไรกับผมอีกเลย"

"ก็ดีแล้ว แปลว่าเธอยังมีโอกาสคืนดีกับเขาอีก"

**

เด็นเซลขัดปลายท่อเหล็กที่เขาเก็บมา แล้วใช้มันเป็นหอก เขาออกไปหาหนู เด็นเซลคิดจะจับมันกิน 'พ่อครับ' เขาคิด 'คนในสลัมไม่กินหนูกันหรอก แต่ผมจะกิน ผมไม่มีเงิน ไม่มีงาน แบบนี้มันแย่ยิ่งกว่าเป็นชาวสลัมซะอีก ผมเป็นเด็กในเขตเจ็ด และผมก็ไม่ได้เป็นผู้ใหญ่ขึ้นมาเลยสันิด'

เด็นเซลถูกความเดียวดายช่วงชิงความต้องการอยู่รอดของตัวเองไป เขากลับไปเป็นเช่นตอนที่เขตเจ็ดพังทลาย แต่สิ่งที่ต่างกันก็คือ เขาจำทุกคนที่เขาเคยพบและช่วยเหลือเขาไว้ได้ พ่อแม่ของเขา อาร์คัม รูวี่ กัสคิน และคณะสำรวจเขตเจ็ด ทุกสิ่งทุกอย่างนั้นจะไม่มีวันเกิดขึ้นได้อีกแล้ว

เขารู้สึกเหมือนว่าตัวเองจะไม่สามารถยิ้มออกมาได้อีก 'ชีวิตไม่มีความหมายอะไรถ้าลูกไม่มีรอยยิ้ม ใช่ไหมครับแม่ ผมคิดว่าผมจะรอดไปได้ ด้วยพวกหนูที่เต็มไปด้วยเชื้อโรคพวกนั้น'

**

"เฮ้ยเฮ้ยเฮ้ย!!" จอห์นนี่แทรกขึ้น บริกรคนนั้นเข้ามายืนอยู่ข้างโต๊ะพวกเขาและฟังเรื่องราวอยู่โดยไม่มีใครรู้ตัวสักนิด

"ตอนนั้นผมคิดแบบนั้น แต่มันไม่ถูกต้อง ผมถึงได้ยังอยู่มาถึงตอนนี้ไง"

"ก็นั่นน่ะสิ"

"เพราะผมได้เจอกับสิ่งที่ดีที่สุดเข้า"

"ในสภาพที่เลวร้ายที่สุดของเธอสินะ" [สองประโยคนี้แปลได้ลำบากใจจริง ๆ =_=! เพราะทั้งสองที่แปลมันไปคนละทางเลย]

**

ไม่มีหนูอยู่แถวนี้สักตัว แล้วไม่นานนักเขาก็ไปถึงสลัมเขตห้า ที่นั่นมีโบสถ์ร้างตั้งอยู่หลังหนึ่ง และรถมอเตอร์ไซค์ที่จอดอยู่ข้างนอกคันหนึ่งตรงหน้าประตู เป็นครั้งแรกที่เด็นเซลได้เห็นอะไรแบบนั้น แต่สิ่งที่ทำให้เขารู้สึกสนใจที่สุดก็คือโทรศัพท์มือถือที่แขวนอยู่กับแฮนด์รถ

เด็นเซลยิ้มขึ้นมา 'ผมจะยืมมันแค่แป๊บเดียว ถ้ามันใช้งานได้ก็ดีสิ' เขาตรงเข้าไปที่รถคันนั้นและคว้ามือถือมากดหมายเลขบ้านของตัวเองในเขตเจ็ด เขาจินตนาการไปถึงเสียงโทรศัพท์ที่ดังอยู่ในซากปรัก

"โทรศัพท์ทุกหมายเลขในเขตเจ็ดไม่สามารถใช้งานได้ค่ะ"

ตลอดระยะเวลาที่ได้ทำงานกับคณะสำรวจ เขามักจะมองหาพ่อกับแม่ แต่เด็นเซลก็ไม่เคยได้พบเห็นพวกเขา 'ทั้งสองคนคงจะหลับอยู่ใต้ซากพวกนั้น' เขาคิดอย่างนั้น และไม่อาจทำใจคิดได้ว่าทั้งสองอาจจะยังมีชีวิตอยู่ที่ไหนอีกต่อไป

"โทรศัพท์ทุกหมายเลขในเขตเจ็ดไม่สามารถใช้งานได้ค่ะ"

เด็นเซลยังคงถือโทรศัพท์แนบหูไว้ขณะที่เงยหน้าขึ้น และมองเห็นเพลทของเขตห้าจากเบื้องล่าง 'ข้างบนนั้น คุณรูวี่กำลังหลับอยู่' เพราะเขาอยู่ใต้หลุมศพนั้น ดังนั้นเขาจึงรู้สึกเดียวดายนัก

"โทรศัพท์ทุกหมายเลขในเขตเจ็ดไม่สามารถใช้งานได้ค่ะ"

'ผมวางสาย และหยุดได้ก่อนที่จะเขวี้ยงมันลงพื้น ผมอยากจะลองใช้มันดูอีกครั้ง' เขาคิดจะต่อโทรศัพท์ไปที่บ้านของรูวี่ แต่เขาไม่เคยรู้หมายเลขนั้นมาก่อนด้วยซ้ำ แล้วเขาก็ลองดูรายชื่อโทรเข้าที่มีอยู่ในเครื่อง

เขาลองโทรออกด้วยหมายเลขแรกที่อยู่ในรายชื่อนั้น หลังจากที่เสียงรอสายดังอยู่สักพักหนึ่งก็มีใครบางคนตอบรับขึ้นมา

"คลาวด์ แปลกมากนะเนี่ยที่เธอโทรมา มีอะไรงั้นเหรอ?"

เด็นเซลได้แต่ฟังเสียงหญิงสาวโดยไม่พูดอะไรออกไป

น้ำเสียงของหญิงสาวเต็มไปด้วยความรู้สึกเคลือบแคลง

"คลาวด์?"

"...ไม่ใช่ครับ"

"...ใครน่ะ? นั่นโทรศัพท์ของคลาวด์ใช่ไหม?"

"ผมไม่รู้"

"เธอเป็นใครน่ะ?"

"ผมไม่รู้ ผมไม่รู้ว่าควรจะทำยังไงดี" น้ำเสียงของเขาสั่นเครือ

"...เธอร้องไห้อยู่เหรอ?"

เขารู้สึกถึงน้ำตาที่ไหลลงอาบแก้ม เด็นเซลพยายามจะเช็ดมันออกไป แต่ทันใดนั้นเขาก็ต้องหลับตาลงเมื่อความเจ็บปวดแล่นผ่าเข้ากลางหน้าผากของเขา มันเจ็บจนทำให้ร่างของเขาแข็งเกร็งและปล่อยโทรศัพท์ตกลงบนพื้น ร่างของเด็นเซลล้มลงด้วยความเจ็บปวดที่ยังคงอยู่ เขากุมมือไว้กับหน้าผาก และสัมผัสได้ถึงของเหลวที่เหนียวเหนอะติดอยู่ เขาอยากร้องตะโกนออกไปว่าเขาไม่อยากตาย แต่ความเจ็บปวดนั้นก็ไม่ยอมจางหายไปแม้ว่าเขากำลังภาวนาด้วยแรงใจทั้งหมดที่มีอยู่นั้นว่า 'อย่าเป็นสีดำนะ อย่าเป็นสีดำนะ' ขณะที่ยังคงทนอยู่กับความเจ็บที่น่าหวาดหวั่นนั้น เขาก็ลืมตาขึ้น มันเป็นสีดำสนิท

**

"ผมจำไม่ได้ว่าเกิดอะไรขึ้นหลังจากนั้น พอตื่นขึ้นมาผมก็อยู่บนเตียง แล้วก็มีทีฟากับมาลีนกำลังดูแลผมอยู่ หลังจากนั้น... เรื่องที่เหลือคุณคงทราบแล้ว"

"ก็มากอยู่"

"ที่ผมมีชีวิตอยู่ได้นี่ก็เพราะความกรุณาของทุกคน พ่อแม่ผม คุณรูวี่ คุณกัสคิน แล้วก็ทุกคนในคณะสำรวจ ทั้งคนที่ยังมีชีวิตอยู่ ทั้งคนที่ตายไปแล้ว ทั้งทีฟา คลาวด์ มาลีน แล้วก็..."

รีฟเข้าใจดี เขาพยักหน้า

"ผมอยากจะเป็นอย่างนั้น เป็นคนที่ได้ทำอะไรเพื่อใครสักคน คราวนี้ผมจะเป็นฝ่ายปกป้องเอง"

รีฟเงียบไป

"ได้โปรดเถอะครับ" เด็นเซลร้องพลางเอนตัวเข้าหา

"ไม่นะ ไม่ได้นะ!" จอห์นนี่ว่า

"นายน่ะเงียบไปเลย!"

"นายยังเป็นเด็กนะ!"

"นั่นไม่สำคัญหรอก!"

"ไม่" รีฟพูดขึ้น "ที่จริง... W.R.O. ไม่ได้รับเด็กเข้าเป็นสมาชิกแล้ว"

"ไหมล่ะ!"

"อะไรกัน แล้วทำไมคุณไม่บอกผมซะตั้งแต่แรก?" เด็นเซลร้องเสียงดัง

"ฉันเพิ่งตัดสินใจระหว่างที่ได้ยินเรื่องราวของเธอเมื่อครู่นี้เอง เพราะว่ายังมีสิ่งที่มีแต่เด็กเท่านั้นที่ทำได้ ซึ่งนั่นคือสิ่งที่ฉันอยากให้เธอทำ"

"...หมายความว่ายังไงครับ?"

"เป็นพลังให้พวกผู้ใหญ่"

เด็นเซลรอให้เขาพูดประโยคต่อไป แต่รีฟยืนนิ่งราวกับว่าเขาพูดจบแล้ว

"เอ่อ แล้ว..."

เด็นเซลมองไปที่รีฟด้วยดวงตาที่เต็มไปด้วยความหวัง

"ขอบคุณที่เธอช่วยดูแลแม่ของฉัน"


รีฟหยิบผ้าเช็ดหน้าผืนหนึ่งออกมาจากกระเป๋าเสื้อและยื่นให้เด็นเซลดู ผ้าเช็ดหน้าผืนนั้นเต็มไปด้วยลายดอกไม้


เมื่อรีฟจากไป จอห์นนี่ก็เริ่มจัดแจงเช็ดโต๊ะ เด็นเซลนั่งมองผ้าเช็ดหน้าของตัวเองอยู่กับโต๊ะเงียบ ๆ

"นี่นาย..." จอห์นนี่หยุดมือและพูดขึ้น "ถ้านายอยากจะสู้หรือจะทำอะไรซักอย่างล่ะก็ ไม่จำเป็นต้องไปเข้า W.R.O. ก็ได้นี่ ทำไมถึงยึดติดกับมันนักล่ะ?"

"คลาวด์น่ะ..."

"เค้าทำไมเรอะ?"

"เมื่อก่อนเขาเคยเป็นคนในกองทัพ แล้วเขาก็แข็งแกร่ง ฉันก็อยากแข็งแกร่งด้วยเหมือนกัน"

"ยุคสมัยน่ะ...มันเปลี่ยนไปแล้วล่ะ ฉันว่านะ"

"ยังไงล่ะ?"

"ตอนนี้เราต้องการคนที่สามารถบรรเทาความเจ็บปวดให้กับคนอื่นได้ ไม่ใช่คนที่ถืออาวุธ คนแบบนั้นแหละที่น่ายกย่อง"

"ไม่ใช่ว่าฉันอยากจะได้รับการยกย่องหรอก" จอห์นนี่ตัวแข็งทื่อเมื่อได้ยินคำตอบนั้น เด็นเซลนึกถึงเรื่องราวต่าง ๆ ที่ผ่านมาซึ่งมอบความเข้มแข็งให้กับเขา เขาคิดว่าคนเราไม่ว่าจะเป็นผู้ชายหรือผู้หญิง เป็นผู้ใหญ่หรือแม้แต่เด็ก ต่างก็มีความเข้มแข็งอยู่ด้วยกันทุกคน

- จบเรื่องของเด็นเซล -


edit @ 2005/11/15 23:27:52

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet

ตอนสุดท้าย ทั้งสองแหล่งมันแปลไม่ตรงกัน(ออกกันไปคนละทางเลย)จริงด้วยๆ สงสัยต้องเรียกชินยะซังไปช่วยดูให้ล่ะครับว่าจริงๆแล้ว มันต้องเป็นยังไง

ทำไมการผจญภัยของผีน้องแอถึงไม่ดึงดูดใจพี่ แต่ทีเรื่องของเดนเซลกับดึงดูดใจพี่ ทำไม ทำมั้ยยยย

#1 By BoN -FF Planet- on 2005-11-12 14:27

บอนคุงอยากรู้จริง ๆ เหรอครับ?
อยากให้ผมพูดออกมาจริง ๆ เหรอครับ?

จริง ๆ เหรอครับ?

จริง ๆ เหรอครับ?

จริง ๆ เหรอครับ?

จริง ๆ เหรอครับ?!!!!

#2 By กระรอกโฉด on 2005-11-13 21:08

"ที่ผมมีชีวิตอยู่ได้นี่ก็เพราะความกรุณาทุกคน พ่อแม่ผม คุณรูวี่ คุณกัสคิน แล้วก็ทุกคนในคณะสำรวจ ทั้งคนที่ยังมีชีวิตอยู่ ทั้งคนที่ตายไปแล้ว ทั้งทีฟา คลาวด์ มาลีน แล้วก็..."

แล้วก็...ใครเหรอครับ เขาจะพูดชื่อใครออกมาเหรอครับ?

#3 By ณัฐ on 2005-11-15 17:24

^
โดยส่วนตัว
ผมว่าเด็นเซลเองคงอยากจะพูดถึงชื่อของทุกคนที่เคยให้ความช่วยเหลือเขา แต่บางครั้งคนเราก็เรียกชื่อของคนทุกคนไม่ได้ จริงไหมครับ? ในช่องว่างส่วนที่เด็นเซลไม่ได้พูดออกมานั้น ถ้าลองนึกดูดี ๆ จะพบอีกหลายคนที่ช่วยเขาไว้ทั้งที่รู้จัก และไม่รู้จัก อย่างเด็กผู้ชายที่เด็นเซลช่วยไว้บนรางรถไฟที่ทำให้เด็นเซลได้มีโอกาสสำนึกผิดต่อตนเองเป็นครั้งแรก หรือเด็กผู้หญิงกับแม่ที่ยกเสื้อให้เขา แล้วก็ยังมีอีกมากที่เด็นเซลไม่ได้เล่าถึง และไม่สามารถพูดออกมาได้หมดครับ

#4 By กระรอกโฉด on 2005-11-15 23:39